20 มหาเศรษฐีหลังโควิด19

0
536

โลกในมุมมองของ Value Investor  25 เม.ย. 63

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

​สัปดาห์ก่อนมีข่าวว่ารัฐบาลได้ส่งจดหมายถึง 20 เศรษฐีไทยที่รวยที่สุดในประเทศเพื่อขอคำแนะนำทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤติโควิด19 รวมถึงความช่วยเหลือที่เศรษฐีเหล่านั้นจะมอบให้แก่ประชาชนที่ประสบปัญหาในทุก ๆ  ด้าน   รายชื่อเศรษฐีเหล่านั้น  แน่นอนว่าเป็นที่น่าสนใจสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ  แต่สำหรับผมแล้ว  รายชื่อที่จะน่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ  ภายหลังวิกฤติแล้ว  ใครจะเป็นคนที่รวยที่สุด 20 อันดับ  เหตุผลก็คือ  หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้ง  มหาเศรษฐีเดิมจำนวนไม่น้อยมักจะเสียหายอย่างหนักจนตกอันดับหรือหายไปจากสาระบบของเศรษฐีใหญ่  รายชื่อมหาเศรษฐีใหม่จะปรากฏขึ้น  รายชื่อใหม่เหล่านี้  ส่วนใหญ่ก็อาจจะเป็นรายชื่อเศรษฐีธรรมดาในตลาดหุ้นอยู่แล้ว  แต่บางครั้งก็เป็นเศรษฐีที่เกิดขึ้นใหม่และเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่ง การที่เรารู้ว่าใครจะเป็นมหาเศรษฐีใหม่นั้น  จะทำให้เราสามารถเลือกหุ้นลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีและช่วยพาให้เรารวยไปด้วยได้   ลองมาดูประวัติคร่าว ๆ  ของการเกิดเศรษฐีใหม่หลังวิกฤติครั้งใหญ่ที่ผ่านมาในอดีตย้อนหลังไปถึงปี 2540 ดู

​ก่อนปี 2540 นั้น  รายชื่อมหาเศรษฐี 20 อันดับของไทยนั้นส่วนใหญ่ก็คือเจ้าของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทผู้ผลิตอาหารขนาดใหญ่ทั้งที่บริโภคในประเทศและส่งออก  และผู้จัดสรรบ้านและที่ดินขนาดใหญ่ที่เริ่มจะบูมอานิสงค์จากคนยุคเบบี้บูมและคนเจน X ที่เริ่มจะร่ำรวยขึ้นและซื้อบ้านใหม่แยกจากพ่อแม่  แต่เมื่อเกิดวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้น  ธนาคารและธุรกิจขนาดใหญ่ที่มักกู้เงินมหาศาลโดยเฉพาะจากต่างประเทศต่างก็แทบจะล้มละลาย  ธนาคารส่วนใหญ่กลายเป็นของนักลงทุนต่างชาติ  ความมั่งคั่งของเจ้าของลดลงมหาศาล  คนรวย 20 อันดับแรกจำนวนมากกลายเป็น  “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” คนที่จะรวย 1 ใน 20 อันดับเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

​หลังวิกฤติ  หุ้นของบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินการมาไม่นานและยังมีผู้ใช้ไม่มากนักต่างก็เจ็บตัวอย่างหนักและต้องทำการปรับโครงสร้างทางการเงินไม่น้อย  อย่างไรก็ตาม  ในไม่ช้าผู้ใช้ก็เพิ่มขึ้นมากตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีซึ่งทำให้ต้นทุนของการให้บริการลดลงมากและค่าใช้โทรศัพท์ของประชาชนก็ลดลงมากเช่นกัน  นั่นทำให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หุ้นของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเติบโตขึ้นมหาศาล  เจ้าของบริษัทกลายเป็นคนรวยที่สุดในประเทศในชั่วเวลา  “ข้ามคืน”

​ในเวลาใกล้เคียงกัน  ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เป็นเครือข่ายซึ่งเริ่มเข้ามาในประเทศก่อนหน้าวิกฤติเล็กน้อยนั้น  หลังจากวิกฤติผ่านพ้นไปก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว  จากไม่กี่สาขาและขยายตัวอย่างช้า ๆ  ก็เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของ GDP ที่เริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอานิสงค์จากการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเพราะค่าแรงที่ถูกและค่าเงินบาทที่ค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ  ในเวลานั้น ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตที่ไม่แพ้ใครแม้แต่จีน  ไม่ต้องพูดถึงเวียตนามหรือประเทศ “ชายขอบ” ทั้งหลาย

​การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว  ความต้องการที่อยู่อาศัยทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในทุกด้าน  คนที่ทำห้างร้านให้เช่า  คนทำบ้านขาย  และแม้แต่คนทำนิคมอุตสาหกรรมต่างก็เข้าไปอยู่ในรายชื่อของคนรวยที่สุดในประเทศ  เช่นเดียวกัน  ประชาชนที่ร่ำรวยขึ้นก็ส่งผลให้มีการบริโภคความบันเทิงต่าง ๆ  มากขึ้นเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการบริโภคสื่อเช่น การดูทีวีและชมภาพยนตร์มากขึ้น  ดังนั้น  คนที่รวยที่สุดในยุคนี้จึงรวมถึงเจ้าของสื่อต่าง ๆ  ที่มีลักษณะ “กึ่งผูกขาด” ทั้งหลายด้วย

​เวลาผ่านไปประมาณ 10 ปี  จนถึงปี 2551 วิกฤติซับไพร์มก็เกิดขึ้น  วิกฤติครั้งนั้นไม่ได้รุนแรงและทำลายความมั่งคั่งของเศรษฐีไทยเท่าใดนัก   อย่างไรก็ตาม  เวลาที่ผ่านไปจากวิกฤติปี 40 โลกได้เห็นการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลของจีน  เวียตนาม และประเทศที่เคย “ปิด” ทั้งหลาย  เปิดประตูต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศและเข้ามาร่วมในระบบการค้าของโลกอย่างเต็มที่  และนั่นทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยในด้านการผลิตเพื่อส่งออกด้อยลง  เพราะประเทศใหม่ ๆ  เหล่านั้นมีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าและมีแรงงานจำนวนมากรวมถึงมีตลาดในประเทศที่ใหญ่และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  ทั้งหมดนั้นทำให้การลงทุนของไทยลดลงเช่นเดียวกับการส่งออกที่โตช้าลงมาก  ผลก็คือการเติบโตของ GDP ของไทยตั้งแต่หลังวิกฤติปี 2551 ลดลงอย่างต่อเนื่องจากที่โตเร็วที่สุดในอาเซียนเป็นโตช้าที่สุด  ทั้งหมดนั้น  ส่วนหนึ่งคงเป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมืองของไทยเองด้วย

​โชคยังดีที่โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่อิงกับการลงทุนและการส่งออกมาเป็นการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน  ผลก็คือ  ธุรกิจเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศเติบโตดี  ยอดขายรถ  บ้านและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดเติบโตขึ้นมากเช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนที่ทุกคนต้องมีเพื่อที่จะรับกับสื่อทางอินเตอร์เน็ตแบบใหม่ที่กำลังเข้ามา Disrupt สื่อแบบเก่าและเรื่องอื่น ๆ  อีกมากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก  การบริโภคทั้งหมดนั้นทำได้เนื่องจากการลดลงของดอกเบี้ยสู่จุดต่ำสุดและสภาพคล่องทางการเงินที่ล้นเหลือซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถกู้เงินได้จำนวนมาก  อัตราการเป็นหนี้ของบุคคลธรรมดาของไทยสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

​การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง GDP ดังกล่าวนั้นก่อให้เกิด 20 เศรษฐีใหม่ ที่มักเป็นเจ้าของธุรกิจที่ตอบสนองการบริโภคของประชาชนและการท่องเที่ยว  เจ้าของธุรกิจปล่อยเงินกู้ให้แก่ประชาชนเพื่อการบริโภคหลายคนเข้ามาอยู่ใน List  ผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค  เจ้าของสายการบิน  โรงแรมและร้านอาหาร  เช่นเดียวกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ยังอยู่ในรายชื่อคนร่ำรวยของประเทศ  ไม่ต้องพูดถึงห้างร้านสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งหลายที่เน้นการบริโภคของประชาชน  แม้แต่โรงพยาบาลที่ให้บริการแก่ชาวต่างชาติก็เติบโตและทำกำไรสูงมาก  อย่างไรก็ตาม  ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น  “กระแสใหม่” ของการเติบโตของ “เศรษฐกิจดิจิตอล”  กำลัง “ถาโถม” เข้ามาอย่างรุนแรง  และนั่นได้ทำให้ธุรกิจหลายอย่างเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจสื่อเช่น ทีวี แทบจะล้มหายตายจากไปและเจ้าของตกจากรายชื่อของมหาเศรษฐีอย่างสิ้นเชิง

ก่อนวิกฤติโควิด19 นั้น  ยังมีมหาเศรษฐีใหม่อีกกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นอย่าง “งง ๆ” เพราะดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจของไทยก็คือกลุ่มที่ทำธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า  รถไฟฟ้า ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว  อานิสงค์จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและสภาพคล่องทางการเงินที่สูงของระบบเศรษฐกิจไทย  ทำให้สามารถเข้าไปประมูลแข่งขันให้บริการทั่วโลก

​คำถามก็คือ  หลังวิกฤติโควิด19 แล้ว  ใครจะเข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อเศรษฐีใหม่ของไทย  ถ้าดูจากวิวัฒนาการในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ในเศรษฐกิจหรือตลาดของอเมริกานั้น  ดูเหมือนจะ  “ฟันธง” ได้เลยว่าคงเป็นบริษัทและเจ้าของที่ทำธุรกิจดิจิตอลหรือไฮเท็คทั้งหลาย  เพราะแม้ในขณะนี้ที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ตกกันหลายสิบเปอร์เซ็นต์  แต่หุ้นอย่างอะมาซอนและเน็ตฟลิกกลับปรับตัวขึ้นเป็น “All Time High”  ตลาดรับรู้แล้วว่าหลังจากโควิด19 โลกก็จะยังอยู่ เศรษฐกิจก็จะยังเติบโตต่อไป  แต่คนที่จะยิ่งใหญ่เป็นผู้ให้บริการแก่คนทั้งโลกมากขึ้นไปอีกก็คือบริษัทเหล่านี้ 

แต่สำหรับประเทศไทยเองนั้น  ผมก็ยังไม่เห็นคนที่จะมา “รับไม้ต่อ”  เป็นผู้นำเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป  เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่มี  ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายความว่า  บริษัทเดิม ๆ  ที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ก็ยังจะกลับมาทำงานเหมือนเดิม  มูลค่าหุ้นก็อาจจะปรับตัวขึ้นมาเท่ากับก่อนโควิด19  แต่จะให้โตต่อไปก็อาจจะยาก  เพราะโลกในยุคหน้านั้น  คนจะใช้สินค้าที่ไฮเท็คหรือก้าวหน้ามากขึ้น  ซึ่งสินค้าพวกนั้นอาจจะมาจากต่างประเทศ  นี่ก็ไม่เหมือนวิกฤติสมัยก่อนที่เราพอจะเห็นบริษัทที่จะมารับไม้ต่อหลังวิกฤติ  เพราะบริษัทเหล่านั้นต่างก็เริ่มก้าวเดินมาก่อนวิกฤติแล้ว  หลังวิกฤติพวกเขาก็แค่เติบโตเร็วขึ้นจนแซงบริษัทเดิม ๆ ที่ตกต่ำลงเพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ได้  ผมคงต้องเฝ้ารอต่อไป  รอว่าเมื่อไรไทยจะมี “ยูนิคอร์น” ตัวแรก