ความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

0
234

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร l โลกในมุมมองของ Value Investor 10 มกราคม 69

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับนักลงทุนไทยที่  “หมดหวัง” กับหุ้นไทยมานาน  และดูว่าหุ้นในตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและมีตัวเลือกที่มากกว่า  นอกจากนั้น  อุปสรรคที่เคยมีในการลงทุนหุ้นต่างประเทศก็ลดลงมามากจนบางคนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าการลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นแตกต่างจากการลงทุนหุ้นในประเทศอย่างไร

แต่ผมเองคิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศมี “ความเสี่ยง” บางอย่างสูงกว่าการลงทุนหุ้นไทย  โดยที่หลายคนอาจจะไม่ได้คิดหรือไม่ตระหนัก  หรืออาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  อาจจะไม่รู้หรือถึงจะรู้คนส่วนใหญ่ก็อาจจะคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้น  โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวมากแบบ “VI”

เรื่องแรกก็คือ  ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรและคาดเดาได้ยาก

ผมเองเมื่อไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนก็คิดว่าความเสี่ยงนี้

เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้  และถ้าถือหุ้นลงทุนยาว ๆ  ก็คงไม่มีปัญหา  เพราะในทางทฤษฎี  ถ้าประเทศเวียตนามเจริญเติบโตเร็วกว่าไทยต่อเนื่องยาวนานและเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า  ค่าเงินด่องของเวียตนามก็น่าจะแข็งขึ้นเทียบกับเงินบาท เผลอ ๆ  เราจะกำไรจากค่าเงินด้วย

แต่ปี 2568 ที่ผ่านมานั้น  ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินด่องถึง 10% ผลก็คือ  พอร์ตผมลดลงเฉพาะจากค่าเงินไป 10% ยังไม่นับผลตอบแทนที่ทำได้จากพอร์ตลงทุนที่ย่ำแย่มากซึ่งจะพูดถึงต่อไป  แต่ 10% ที่ขาดทุนจากค่าเงินในปี 2568 นั้น  ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเป็นปีแรก  ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไปยาวเป็น 20 ปีนั้น  ค่าเงินด่องเมื่อเทียบกับเงินบาทน่าจะอ่อนลงไปประมาณ75% เมื่อเทียบกับเงินบาท  ดังนั้น  ที่บอกว่า “ระยะยาว” ค่าเงินดองจะแข็งขึ้นก็อาจจะไม่จริง  และนี่คือความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในต่างประเทศ

ประเด็นที่ 2 ของการลงทุนในต่างประเทศ  คือความเสี่ยงที่เกิดจากความ “ไม่รู้” หรือรู้น้อยกว่าตลาดและหุ้นในประเทศไทย  นี่รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และวัฒนธรรม ของตลาดต่างประเทศ  และความไม่รู้หรือไม่เข้าใจนั้น  สำคัญต่อการเลือกหุ้นลงทุนค่อนข้างมาก  ตัวอย่างเช่น  การเมืองของจีนที่อยู่ ๆ  ก็มีประกาศเรื่อง “Common Prosperity Policy” หรือนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล  ซึ่งกระทบกับหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นผู้นำทางธุรกิจไฮเทคที่รัฐบาลเห็นว่ามีอำนาจมากเกินไปและจะผูกขาดและทำกำไรมากเกินไป  เป็นต้น

ผมเองเข้าไปลงทุนในเวียตนามก็คิดว่า เวียตนามนั้น “เหมือนไทยมาก” ในเกือบทุกด้าน  เหตุผลหนึ่งก็คือ  เป็นประเทศในเขตศูนย์สูตรเดียวกันและอยู่ใกล้กันมาก  ประชากรก็มีมากกว่า  ในส่วนของวัฒนธรรมเองก็มีศาสนาใกล้เคียงกันและต่างก็ไม่ได้เป็นสังคมที่เข้มงวด  แม้ว่าจะปกครองด้วยระบบการเมืองต่างกัน  แต่การทำงานของ “รัฐ” ก็ไม่ต่างกันมาก  และที่สำคัญ  ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบ  “ทุนนิยม”  ตอนที่ไปครั้งแรกนั้นผมบอกว่า  ไทยนั้น  รับอิทธิพลของจีนที่เรียกว่า “Sino-sphere” ประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง  ในขณะที่เวียตนามนั้นประมาณ 2 ใน 3 หรือมากกว่า  ดังนั้น เราน่าจะพอเข้าใจเวียตนามได้ดีพอสมควร

แน่นอนว่าผมรู้จักประเทศไทยดีกว่าเวียตนาม  ทำให้ผมเสียเปรียบเมื่อไปลงทุนเลือกหุ้นในเวียตนาม  แต่ผมก็คิดว่า  ความสามารถในการเลือกหุ้นผมน่าจะดีกว่านักลงทุนเวียตนามซึ่งยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมาก  และพวกเขายังไม่ได้มีนักลงทุนแบบ ”VI” มากหรือเก่งพอ  พวกเขายังเป็นนักเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่คล้าย ๆ  กับตลาดไทยในสมัยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง  ดังนั้น  ความเสี่ยงด้านความรู้เกี่ยวกับประเทศและหุ้นเวียตนามของผมจะได้รับการชดเชยด้วยความรู้ในด้านการลงทุนแบบ VI ของผม

ประเด็นที่ 3 ก็คือ  ความเสี่ยงด้านข้อมูล  การติดตามผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันรวมถึงตัวผู้บริหาร ที่เรามักจะรู้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นไทย  การติดตามข้อมูลรายละเอียดในภาคสนามรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลซุบซิบวงในอย่างที่เรียกว่า “Scuttlebutt” ทำได้ยากถ้าเราไม่ได้อยู่ในประเทศนั้นมากพอ

ในประเทศจีนนั้น  เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กสร้างเรื่องลวงโลกว่าเป็นกิจการไฮเท็คล่อให้เซียน VI ไทยบางคนเข้าไปซื้อหุ้น  โดยที่เขาพาไปดูห้องแล็ปและร้านค้าปลอมเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย ผลก็คือ  การลงทุนที่ดูจากตัวเลขทางบัญชี ซึ่งก็เป็นของปลอมเช่นกัน  ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นหุ้นระดับซุปเปอร์  กลายเป็นกิจการที่ล้มละลายและราคาหุ้นเป็นหายนะ

ที่เวียตนามก็เช่นกัน  หลายปีก่อน  VI ไทยหลายคนก็ถูกหลอกให้เข้าไปลงทุนกิจการขายเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่

ดูมีอนาคตสดใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือมาก  แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องฉ้อฉลและกิจการก็ล้มละลายหุ้นก็กลายเป็นหายนะ  

ส่วนตัวผมเองนั้น  ในช่วงแรก ๆ  ผมก็ซื้อหุ้นเวียตนามจำนวนมากมายเป็นร้อยตัว  จนถึงวันนี้ผมขายไปหมดแล้ว  แต่ก็ยังเหลือหุ้นอีก 1 ตัวที่ถูกถอนออกจากตลาดโดยที่ผมไม่ได้ขายเลย  เพราะไม่รู้ว่ามันมีปัญหา  และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังถูก Delist ออกจากตลาด   และนี่ก็คือ  ความเสี่ยงที่เราไม่สามารถติดตามการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างใกล้ชิดและรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่บริษัทกำลังมีปัญหา

เรื่องที่ 4 ก็คือ ภาษีเงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศที่จะต้องเสียในอัตราสูงสุดถึง 30%  จากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในกรณีที่เรานำเงินกลับประเทศไทย  ในขณะที่ลงทุนในหุ้นไทย  กำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี  นั่นทำให้นักลงทุนหุ้นต่างประเทศต่างก็ไม่นำเงินกลับ  แต่นั่นทำให้การบริหารเงินและการลงทุนยากขึ้นและขาดความคล่องตัว  และนี่ก็คือความเสี่ยงที่หลายคนอาจจะบอกว่า  ยังไงเขาก็ไม่นำเงินกลับหรอก

แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่หมดไป  เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เก็บภาษีบางคนก็เคยพูดไว้ว่าเขาคิดจะออกเกณฑ์ใหม่ที่ว่า  ไม่ว่าคุณจะนำเงินกลับหรือไม่  ทุกครั้งที่คุณขายหุ้นมีกำไรในต่างประเทศ  คุณก็จะต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา  ซึ่งอาจจะสูงถึง 30% ของกำไร   และแม้ว่าความคิดนี้ถูกเบรกไว้  แต่อนาคตก็ไม่มีใครรู้ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้อีก

ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ  ในปัจจุบัน  บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจำนวนมากได้ออกตราสารที่เรียกว่า DR  (Depositary Receipt) ที่ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ด้วยเงินบาท  โดยไม่ต้องเสียภาษีเวลามีกำไรจากการขายหุ้น  ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนสนใจและซื้อ-ขาย DR ซึ่งเป็นเหมือน  “ตัวแทน” ของหลักทรัพย์แต่ละตัวในต่างประเทศ  นี่ก็ทำให้การลงทุนในหุ้นต่างประเทศสะดวก  และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียภาษีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม  ตัว DR นั้น  ไม่ใช่หุ้น  แต่มันเป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออกให้กับคนถือ DR ว่าคุณเหมือนกับเป็นเจ้าของหุ้นตัวที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่ง  คุณสามารถจะซื้อหรือขายมันในตลาดหุ้นไทยได้  และราคาที่คุณจะได้ก็จะค่อนข้างสอดคล้องกับราคาหุ้นตัวนั้นที่ซื้อ-ขายอยู่ในตลาดต่างประเทศ  แต่ DR ก็ไม่ใช่หุ้นตัวนั้น  DR เป็นเหมือนกับสัญญาของบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR กับคนที่ถือ DR

และนั่นก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้  ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR เกิดปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย  ไม่สามารถรับผิดชอบตามสัญญาได้  คนที่ถือ DR ก็จะกลายเป็น  “เจ้าหนี้” รายหนึ่งของผู้ออก  ไม่สามารถที่จะไปขอหุ้นที่เป็นฐานที่ใช้ออก DR  ได้ 

ซึ่งการเป็นเจ้าหนี้บริษัทที่ล้มละลายโดยไม่มีหลักประกันนั้น  ปกติก็มักจะได้รับเงินคืนน้อยมาก  กลายเป็นว่า  การลงทุนใน DR นั้น  จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากตัวหุ้นแม่ของ DR   ดังนั้น  การลงทุนซื้อ-ขายหุ้นต่างประเทศผ่าน DR นั้น  คนลงทุนก็จะต้องดูสถาบันผู้ออกด้วยว่ามีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดนั้นก็เป็นความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่สูงกว่าหรือเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้นไทยที่เราจะต้องตระหนักและต้องพิจารณาหรือประเมินว่ามันคุ้มไหมที่เราจะไปเลือกหุ้นลงทุนในต่างประเทศที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหุ้นไทย

นอกเหนือจากนั้นแล้วเรายังควรที่จะต้องดู “Timing”  หรือจังหวะเวลาที่จะเข้าลงทุนในตลาดแต่ละแห่งด้วย  เฉพาะอย่างยิ่ง  ดูว่าตลาดหุ้นโดยรวมมีราคาถูกแค่ไหน  เพราะนั่นคือสิ่งที่จะบอกถึงโอกาสการทำผลตอบแทนที่ดีหรือเหมาะสมได้มากกว่าหรือเท่า ๆ  กับการเลือกตลาดที่มีศักภาพสูงในระยะยาวแต่เป็นตลาดหุ้นที่แพงเกินไป   


🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com