โลกในมุมมองของ Value Investor       21 มี.ค. 69

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในยามที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระดับที่อาจจะเป็นวิกฤติได้อย่างเช่นภาวะสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นนั้น  คำถามสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มและทุกคนในตลาดก็คือ  เราควรจะทำอย่างไร?

แน่นอนว่าแต่ละกลุ่มและแต่ละคนคงทำไม่เหมือนกัน  บทความนี้จะพูดถึงแนวโน้มทั่วไปว่านักลงทุนในแต่ละกลุ่มมักจะทำอย่างไร  ไล่ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย  นักลงทุนสถาบัน  นักลงทุนต่างประเทศ  โบรกเกอร์  เฮดจ์ฟันด์  นักลงทุนรายใหญ่  และ VI เป็นต้น  มักจะทำอย่างไรและผลกระทบต่อตลาดมักจะเป็นอย่างไร  เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าทำไมตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดจึงเป็นเช่นนั้นในยามที่ตลาดกำลังปั่นป่วน  ตกลงมารุนแรงและก็เด้งขึ้นมารุนแรง  รวมถึงการฟื้นตัวที่มักจะตามมาหลังเกิดวิกฤติ

เริ่มตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย  โดยปกติก็มักจะเป็นคนที่เล่นหุ้นตามกระแสหรือตามแห่อยู่แล้วที่คนไทยชอบเรียกว่าเป็น  “แมลงเม่า” ที่ชอบบินเข้าหากองไฟ  คือถ้ามี “ไฟ” หรือมี “ข่าวร้อน” เกิดขึ้นที่ไหน  แมงเม่าก็จะบินเข้าไปหาโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  นั่นก็คือ  เข้าไปเล่นในหุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นร้อนแรงแทบทุกตัว  พวกเขากลัวมากว่าจะ “ตกรถ” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า FOMO หรือ “Fear of Missing Out”

ในยามที่ตกใจเนื่องจากเหตุการณ์อย่างสงครามนั้น  พวกเขามักจะ “ขายหุ้น” แต่แทนที่จะตกใจและขายทันที  นักลงทุนรายย่อยกลับมักจะเป็นคนที่ขายช้ากว่ารายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบัน  เหตุผลอาจจะเป็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะแย่หนักจริงหรือเปล่า  ส่วนหนึ่งเพราะข้อมูลมีน้อยหรือได้รับภายหลังและการวิเคราะห์ยังไม่ชำนาญพอ  สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยใช้ในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรก็คือ “ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้น” เป็นหลัก  จึงทำให้ขายช้า   หุ้นตกลงมา 10-20% แล้วจึงเริ่มขาย

เมื่อขายเสร็จและราคาหุ้นตกลงมาระดับหนึ่งแล้ว   สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ  หุ้นมีการปรับตัวขึ้นทางเทคนิคหรือที่เรียกว่า  “Correction” นักลงทุนรายย่อยก็จะกลับมาซื้อ  “เร็วเกินไป”  เพราะหลังจากซื้อแล้ว  ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็กลับตกลงมาอีกและต่ำกว่าจุดเดิมที่เข้าไปช้อนเก็บหุ้น  ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น  โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอย่างเช่นในตลาดหุ้นไทยยุคก่อน  ในขณะที่ปัจจุบันนั้น  ตลาดหุ้นเวียตนามดูเหมือนว่าจะมีรายย่อยมากกว่า  และจึงผันผวนกว่า

นักลงทุนกลุ่มที่สองคือ  นักลงทุนสถาบัน  พวกเขาก็คือกองทุนรวมทั้งหลายรวมถึงกองทุนของข้าราชการและกองทุนประกันสังคมที่มีขนาดใหญ่และบริหารโดยนักลงทุนมืออาชีพที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้เน้นว่าจะต้องทำผลตอบแทนดีเลิศ  แต่ต้องไม่ขาดทุนหนักหรือมีความเสี่ยงสูง  พูดง่าย ๆ  เน้นความปลอดภัยมากกว่าผลตอบแทนสูงมาก ๆ  

กรอบการลงทุนของสถาบันก็คือ  มองระยะยาว  เน้นการลงทุนตาม “พื้นฐาน” ทางธุรกิจของหุ้นเป็นหลัก  และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ  การเปรียบเทียบหรือ  “Benchmark” กับค่าเฉลี่ยหรือดัชนีตลาดที่อ้างอิง  พูดง่าย ๆ  ลงทุนโดยพยายามให้ได้ผลตอบแทน “เกาะ” หรือตามผลตอบแทนของดัชนีตลาด  พยายามเอาชนะตลาด  แต่ต้องไม่เสี่ยง   ที่สำคัญกว่าก็คือ  อย่าให้แพ้  เพราะเดี๋ยวจะตกงานหรือโบนัสหาย

ดังนั้น  ในยามวิกฤตหรือเกิดสงคราม  พวกเขาก็จะต้อง “ปรับพอร์ต” มากกว่าจะขายทิ้งแบบไม่ลืมหูลืมตา  บางกองก็อาจจะเปลี่ยนตัวหุ้น  จากที่แย่ลงหนักเพราะสงคราม  หันมาลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัยหรือได้ประโยชน์จากสงครามบ้าง  โดยทั้งหมดก็ต้องมีน้ำหนักหุ้นตามน้ำหนักของหุ้นในดัชนีที่อ้างอิง  ทั้งหมดนั้นก็มีส่วนในการสนับสนุนตลาดหุ้นไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินไปโดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนรายย่อยทำให้ตลาดปั่นป่วนมากขึ้น

กลุ่มที่สามคือ  นักลงทุนต่างประเทศ  ส่วนใหญ่แล้วก็คือนักลงทุนสถาบันที่อยู่ในต่างประเทศ  ดังนั้น  เขาก็มีความคิดหรือพฤติกรรมหลาย ๆ  อย่างเหมือนนักลงทุนสถาบัน  แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ  พวกเขาสามารถลงทุนในประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลก  ดังนั้น  การซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยจึงสามารถและมีการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วและทันที  ซึ่งทำให้พฤติกรรมของพวกเขาต่างจากนักลงทุนสถาบันไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นก็คือ  พวกเขามองภาพใหญ่หรือภาพ Macro เช่นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตทางเศรษฐกิจ  อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ  และเรื่องของ ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นตัวกำหนดว่าจะเข้าซื้อหรือขาย

ในส่วนของภาพเล็กที่เป็นหุ้นรายตัว  พวกเขาเน้นว่าจะต้องเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง  เพราะปริมาณการลงทุนของพวกเขาสูงและมีความจำเป็นที่จะต้องเข้า-ออกเร็ว  โดยเฉพาะในยามวิกฤติ  ดังนั้น  พวกเขาจึงมักจะเล่นเฉพาะหุ้นแบ้งค์ พลังงานและสื่อสาร เป็นหลัก  ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเป็นกิจการที่มี “พื้นฐานดี” ตามแนวทางการลงทุนแบบ “สถาบัน” ด้วย

พฤติกรรมของนักลงทุนต่างประเทศที่แตกต่างมากจากนักลงทุนสถาบันจะอยู่ที่ความรวดเร็วในการเทรดที่  “ขายก่อนและขายเร็วที่สุด” เพราะเขาสามารถย้ายเงินได้ในชั่วข้ามคืน  ด้วยระบบโปรแกรมเทรดดิ้งและค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำเตี้ยติดดิน  การทำแบบนั้นทำให้พวกเขารอดจากราคาหุ้นที่จะตกลงมาแรงมากเพราะแรงขายของพวกเขาที่ปัจจุบันเป็นนักลงทุนที่มีพลังการซื้อขายที่สูงที่สุดกว่า 50% ของตลาด

นักลงทุนต่างประเทศต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่ชี้นำดัชนีตลาดหุ้น  ใครคิดจะซื้อ-ขายหุ้นในยามนี้โปรดดูด้วยว่าต่างชาติกำลังจะซื้อหรือขายสุทธิ  อย่าคิดซื้อ-ขายสวนทาง

กลุ่มที่สี่คือบริษัทหลักทรัพย์หรือ “Prop Trade” นี่คือกลุ่มที่เล่นซื้อขายสั้น ๆ  ทำ Arbitrage หรือหากำไรเล็ก ๆ  น้อยแต่แน่นอนจากความต่างของราคาซื้อ-ขายทางเทคนิค  ยิ่งเดี๋ยวนี้มีตราสารใหม่ ๆ  ออกมามากมาย  พวกเขาก็ต้องซื้อ-ขายบ่อยขึ้นและมากขึ้นเพื่อสนับสนุนตราสารเหล่านั้น  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีในแง่ที่ช่วยเพิ่มสถาพคล่องให้กับตลาด   และในยามสงคราม  พวกเขาก็ยิ่งทำมากขึ้นทั้งซื้อและขายชอร์ต  แต่ผลต่อดัชนีหุ้นคงมีไม่มาก

กลุ่มต่อมาที่ต้องพูดถึงก็คือ Value Investor หรือ VI ในภาวะสงคราม  ว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไรในภาวะปกติและเมื่อเกิดวิกฤต

แน่นอนว่า VI คือคนที่ยึดมั่นแรงกล้าในการที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือ “Intrinsic Value” โดยแทบไม่สนใจเรื่องของภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ   เราไม่สนใจ “เสียงรบกวนในระยะสั้น” หรือเหตุการณ์ร้ายที่เข้ามารบกวนระยะสั้นที่จะมีเข้ามาตลอดเวลา

และอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นพฤตกรรมแบบบัฟเฟตต์ที่คนจำนวนมากอาจจะไม่ตระหนักก็คือ  VI มักจะมีเงินสดเตรียมพร้อมสำหรับการฉกฉวยโอกาสอันงดงามที่จะเกิดขึ้น  พูดง่าย ๆ VI ไม่ลงทุนง่าย ๆ  เพียงเพราะมีหุ้นดีให้เลือกลงทุน  แต่ VI ระดับเซียนแบบบัฟเฟตต์นั้น  ต้องการ “หุ้นดีเยี่ยมและราคาถูกมาก ๆ”  ที่นาน ๆ  จะปรากฏขึ้นมาให้ซื้อซักที  และถ้าคุณไม่มีเงินพอ  มันก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว   เพราะฉะนั้น  จงมีเงินสดพร้อมไว้เสมอ

สงครามอาจจะเป็นเวลาที่ VI จะเข้าซื้อหุ้นที่อาจจะตกลงมาแรงเกินไปเพราะคนตกใจขายหุ้น  ทำให้ราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก  อย่างไรก็ตาม  การอดทนรอได้  ก็เป็นศิลปะที่สำคัญสำหรับ VI พันธุ์แท้  ที่จะต้องใจเย็นและมีความอดทนสูงมาก  และหุ้นที่จะซื้อก็จะต้องเป็นหุ้นที่โดดเด่นและแข็งแกร่งมากที่มีราคาตกลงมามากอานิสงค์จากตลาดหุ้นที่ตกมาแรงจนกลายเป็นวิกฤติ

กลุ่มสุดท้ายก็คือ  นักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ของไทยที่เป็นกลุ่มที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากตลาดหุ้นอื่น ๆ  ในโลก  แต่จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับ Hedge Fund ในต่างประเทศที่เน้นแนวทางการลงทุนแบบ VI  ว่าที่จริง  เซียนหุ้นรายใหญ่ของไทยเองนั้น  ในระยะหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ก็ยึดแนว VI เช่นเดียวกัน

นี่คือกลุ่มนักลงทุนจำนวนน้อยที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนการลงทุนของไทยในช่วงเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่า 10 ปีก่อนที่จะซาลงในช่วง 5-6 ปีมานี้

พฤติกรรมการลงทุนของพวกเขาส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นการผสมผสานระหว่างการเทรดหุ้นระยะสั้นกับการลงทุนโดยใช้แนวทาง VI  โดยที่เซียนหุ้นที่ยังอายุน้อยก็มักจะเทรดมากกว่าเซียนที่มีอายุมากและเป็น VI พันธุ์แท้กว่า

ในช่วงของสงครามครั้งนี้  กลยุทธ์ก็อาจจะเป็นเรื่องของการเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัวหรือ  Selective Buy ในหุ้นที่แข็งแกร่งและดีมานานและยังดีอยู่โดยที่ในอดีตนั้น  ราคาหุ้นยังสูงเกินไปหรือไม่ถูกพอ  ถ้าสงครามทำให้หุ้นตกลงมามากจนน่าสนใจมากและจ่ายปันผลตอบแทนได้เกิน 3% ขึ้นไป  ผมก็คิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสซื้อที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยและมาเกิดในครั้งนี้

บางคนอาจจะซื้อเข้าไปแล้ว แล้วก็อาจจะขาดทุนไปแล้วเพราะว่า  “เข้าเร็วเกินไป”  อย่างไรก็ตาม  ผมเชื่อว่า  ราคาหุ้นจะกลับขึ้นมาแน่นอน  เพราะด้วยอัตราปันผลที่งดงามอย่างที่ไม่เคยปรากฎ  ประกอบกับปันผลที่จะไม่ลดลงค่อนข้างแน่ในระยะยาว  หุ้นแบบนี้มักจะ  “ไม่พลาด”