โลกในมุมมองของ Value Investor 9 กันยายน 2566

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สมัยเริ่มเป็น VI ใหม่ ๆ คือประมาณ 30 ปีมาแล้ว  ผมเชื่อในหลักการลงทุนแบบที่เรียกว่า “Bottom Up” คือการลงทุนที่เน้นที่ตัวกิจการเป็นหลัก  และไม่ได้สนใจเรื่องของภาพใหญ่หรือที่เรียกว่าภาพ “Macro” ที่บอกว่าเราควรต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ  และอุตสาหกรรมก่อนว่าเอื้ออำนวยแค่ไหน  จากนั้นจึงมาดูตัวบริษัทว่าเราควรลงทุนหรือไม่  บางคนเรียกการมองหาหุ้นแบบนี้ว่า  “Top Down” โดยที่แนวความคิดแบบนี้มาจากความเชื่อที่ว่า  ถ้าภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไม่เอื้ออำนวย  โอกาสที่บริษัทจะเจริญรุ่งเรืองก็จะยาก

แนวความคิดเรื่องการลงทุนโดยไม่ต้องสนใจภาวะเศรษฐกิจเลยนั้น  VI จำนวนมากรวมถึงผมด้วยในยุคบุกเบิกของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยผมคิดว่าสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งมาจากหนังสือการลงทุนยอดนิยมของปีเตอร์ลินช์  2 เล่มนั่นก็คือ  “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street” ซึ่งปีเตอร์ลินช์บอกว่าการเลือกหุ้นลงทุนของเขานั้น  เขาแทบไม่อ่านและไม่สนใจเรื่องของการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจเลย  เขาบอกว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น  เราควรมองแต่เฉพาะตัวกิจการว่ามันจะเติบโตไปได้มากน้อยแค่ไหน  ดูจากสินค้าและความนิยมของลูกค้าในท้องตลาด  พูดง่าย ๆ  ฟังจาก “ชาวบ้าน” ดีกว่าฟังนักเศรษฐศาสตร์

ถัดจากปีเตอร์ ลินช์  หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับแนวคิดและการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์ ก็ตามมา  ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์เองนั้น  ก็แทบไม่ได้ใส่ใจกับภาวะเศรษฐกิจหรือภาพใหญ่อะไรทั้งสิ้น  จริงอยู่  บัฟเฟตต์พูดตลอดมาว่าเขา  “เชื่อมั่นในอเมริกา” และเตือนว่า “อย่ามาพนันตรงกันข้ามกับอเมริกา” เวลาพูดถึง  “ภาพใหญ่”  พูดง่าย ๆ  เศรษฐกิจและตลาดหุ้นอเมริกานั้น  สุดยอด  

แต่ในการลงทุนของบัฟเฟตต์เองนั้น  เขาก็แทบจะไม่สนใจว่าเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาจะเป็นอย่างไร  เศรษฐกิจดี  เขาก็ซื้อหุ้น   เศรษฐกิจเลวร้าย  เขาก็ยิ่งซื้อหุ้นมากขึ้น  ว่าที่จริงเขาก็ซื้อหุ้นมาตลอดไม่ต่ำกว่า 70 ปีแล้ว  ในขณะที่ขายหุ้นน้อยกว่ามาก  เพราะเขาซื้อหุ้นแล้วเก็บยาว  กลยุทธ์หลักก็คือ  ซื้อแล้วถือ  แทบจะไม่ขายเลย  ยกเว้นว่าพื้นฐานของกิจการจะเกิดการเปลี่ยนแปลง  อย่างไรก็ตาม  หุ้นของบัฟเฟตต์ส่วนใหญ่มากเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก” ที่มักจะไม่เปลี่ยนแปลง  หุ้นอย่างโค๊กนั้น  เขาถือมาตั้งแต่ 35 ปีที่แล้ว  และโค๊กก็ไม่เคยเปลี่ยน  ยังเป็นน้ำอัดลมที่ขายดีที่สุดในโลกที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ  จนถึงวันนี้

ผมเชื่อเรื่องการลงทุนแบบ Bottom Up มานานและก็ทำกำไรจากการลงทุนมาอย่างดีมากจนถึงช่วงเร็ว ๆ  นี้   แต่แล้ว  สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองของไทยก็ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง  ประชากรของไทยก็เริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว  ตลาดหุ้นสะท้อนภาพนั้นในช่วงประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมาโดยการที่ดัชนีตลาดหุ้นไม่ปรับตัวขึ้นเลย  เช่นเดียวกับการเติบโตของผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตน้อยมาก  นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า  “ภาพใหญ่” น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า “ภาพเล็ก” ผมเปรียบเทียบว่า  ประเทศก็เหมือนน้ำ  บริษัทเหมือนปลา  ถ้าน้ำไม่ดี  ปลาก็มักจะอยู่ยาก  ไม่ต้องพูดว่าจะแข็งแรงเติบโต

ผมเริ่มตระหนักว่า  ภาพใหญ่นั้นน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ  โดยเฉพาะภาพใหญ่  “ระยะยาว” ถึง “ยาวมาก” ที่เป็นช่วงระยะเวลาที่เราจะลงทุน  “ตลอดชีวิต”  ดังนั้น  การวิเคราะห์ภาพการเติบโตระยะยาวทางเศรษฐกิจของประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น  เพราะถ้าเราไม่รู้หรือไม่ตระหนักและเน้นแต่การเลือกหุ้นที่ดี  เป็นหุ้น  “VI” ที่เก่งกว่าหุ้นอื่นและเอาชนะหุ้นอื่นได้  เราก็อาจจะพลาด  ประการแรกก็คือ  ถึงมันจะเป็นบริษัทที่ดีหรือดีมาก  แต่มันก็อาจจะทำได้แค่ดีพอใช้ในสถานการณ์ที่เหมือนกับการ “ว่ายน้ำสวนกระแส” หรือประการที่สองก็คือ  ต่อให้มันดีมาก  แต่ตลาดอาจจะกำลังเล็กลง  หุ้นก็คงไปไหนไม่ได้ไกล-ในระยะยาว

ผมคิดว่า  การที่วอเร็น บัฟเฟตต์และปีเตอร์ ลินช์ประสบความสำเร็จสูงมากทั้ง ๆ  ที่ไม่ได้สนใจเรื่องเศรษฐกิจและสนใจแต่เรื่องของหุ้นนั้น  เป็นเพราะเศรษฐกิจอเมริการะยะยาวถึงยาวมากนั้น  ดีและเติบโตมาตลอด   ไม่ได้เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วอีกหลาย ๆ  ประเทศที่รวมถึงญี่ปุ่นที่เมื่อโตถึงจุดหนึ่งก็เริ่มชะลอตัวและโตช้าลงมากหรือไม่โตเลยอย่างถาวร  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าอเมริกามีระบบการเมืองและการปกครองที่เน้นความเป็นทุนนิยม  มีเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยสูง  และที่สำคัญก็คือ  มีประชากรเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเนื่องจากการอพยพของคนจากต่างประเทศทั่วโลก  ดังนั้น  จึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องกังวลกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจสั้น ๆ  ที่มีขึ้นและลงตลอดเวลา

VI ไทยนั้น “โชคดี” ที่กำเนิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  เป็น “ทศวรรษทอง” ของไทย  เราไม่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงภาวการณ์ทางเศรษฐกิจเลย  แต่ถึงตอนนี้ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในช่วง “ถดถอยลงอย่างถาวร” ถ้าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างถึงแก่น  และถ้าทำไม่ได้  เราก็จะตกอยู่ในภาวะ  “ทศวรรษที่หายไป” อีกหนึ่งทศวรรษหลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นนิ่งมา 10 ปีแล้ว

การวิเคราะห์เรื่องภาพใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมานำให้ผมย้ายการลงทุนบางส่วนสู่ตลาดหุ้นเวียดนามที่ผมมองว่ากำลังเข้าสู่  “ทศวรรษทองของเวียดนาม” ทั้งในทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้น  แม้ว่าเวลานั้น  แทบจะไม่มีคนรู้จักหรือสนใจที่จะไป  เพราะมันเป็น  “ตลาดชายขอบ” ที่ยังไม่มีอะไรพร้อมรวมถึงกฎระเบียบในการซื้อขายในตลาดหุ้น

ว่าที่จริง  แม้แต่สภาพสถานะการเงินการคลังของประเทศก็ยังไม่เสถียร  ค่าเงินตกลงมาเกิน 30% และทุนสำรองก็ยังต่ำมาก  อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงจนแทบจะไม่คุ้มกับการลงทุน  แต่ทั้งหมดนั้นเป็น  “ภาพเล็ก” ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตาม  “ภาพใหญ่” ของประเทศเวียดนามที่พร้อมจะเข้ามาเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจ “ระดับโลก” ในระยะยาว

ปัจจัยในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของเวียดนามแทบทุกอย่าง  อยู่ในระดับต้น ๆ  เปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย  ซึ่งก็ดึงดูดเม็ดเงินจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะในการผลิตเพื่อการส่งออก  ซึ่งนั่นก็นำมาซึ่งการเติบโตของรายได้ของคนเวียดนามที่ก่อให้เกิดการบริโภคในประเทศที่เติบโตสูงยิ่งกว่า  และนั่นก็นำมาสู่บริษัทขนาดใหญ่และบริษัทในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ  ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเลือกหุ้นเวียดนามของผมเองก็เน้นไปที่  “ภาพใหญ่” มากกว่าที่จะไปค้นหาหุ้นเป็นรายตัว  เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผมไม่มีความสามารถและ/หรือมีแรงพอที่จะเข้าไปศึกษาและตรวจสอบรายละเอียดของหุ้นแต่ละตัวได้  ว่าที่จริง  ผมเคยไปเวียดนามแค่ 2-3 ครั้งในรอบ 7-8 ปีที่ผ่านมา  วิธีการที่ผมใช้ในการเลือกก็คือการดูว่าในอนาคต  ไม่เกิน 10 ปีนับจากวันนี้  จะมีบริษัทในอุตสาหกรรมไหนที่จะรุ่งเรืองขึ้นมาก  และบริษัทไหนน่าจะเป็น “ผู้ชนะ” และมันจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามในขณะนั้น  ซึ่งผมก็มองว่าจะใหญ่กว่าประเทศไทยในวันนี้

ผมเลือกลงทุนในหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ที่ “โดดเด่นที่สุด” เลือกหุ้นห้างช็อปปิงมอลที่จะโตขึ้นมากตามความร่ำรวยของผู้คน  เลือกหุ้นสนามบินที่เป็นเจ้าของสนามบินเกือบทั้งประเทศ  เลือกหุ้นพลังงานไฟฟ้าทุกประเภท  ทั้งที่ใช้พลังงานถ่านหิน  แก๊ซธรรมชาติ เขื่อน และพลังงานทางเลือก  ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกเป็นสิบ ๆ ปี  เลือกหุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่ยังเล็กมากและเพิ่งจะเกิดตามความมั่งคั่งของคน  และเลือกหุ้นเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดที่เวียดนามมีและอาจจะเติบโตขึ้นมาเป็นบริษัทระดับโลกได้  อานิสงค์จากความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ของคนเวียดนาม  เป็นต้น

และทั้งหมดนั้นก็เป็นการลงทุนแบบ  Macro ของผมในตลาดหุ้นเวียดนามโดยที่ตัดรายละเอียดของบริษัทไปมาก  จริงอยู่  การศึกษารายละเอียดแบบ Bottom Up นั้นมีประโยชน์แน่นอน  แต่ในกรณีของเวียดนามนั้น  ผมคิดว่าส่วนใหญ่  อาจจะ 8-90% ผลก็จะออกมาว่าผมจะ “ได้หุ้นตัวเดียวกัน” โดยดูหรือวิเคราะห์หุ้นจากภาพใหญ่เป็นหลัก   

———

ทริป VVI HCMC 22-24 ต.ค. 2023

🇻🇳 สมัครได้เลย https://forms.gle/G2fvLSAecgfKP26Z7

🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com