โลกในมุมมองของ Value Investor 14 ก.พ. 69
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเป็นคนที่ความจำไม่ค่อยจะดี โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ ที่อายุมากขึ้นจนคนที่บ้านต้องสั่งให้ไปตรวจว่าเป็นอัลไซเมอร์หรือเปล่า แต่เมื่อตรวจแล้วก็พบว่าสมองผมยังปกติอยู่ ยังรู้ว่าตนเอง “ลืม” เรื่องต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานบ่อยมาก แต่ที่ลืมเพราะเรา “ไม่สนใจ” แต่ถ้าเรื่องไหนที่ “ประทับใจ” แล้ว ผมมักจะจำได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดมานานมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่
เรื่องหนึ่งก็คือ วันหนึ่งที่หมู่บ้านที่ผมอยู่ มีหมอดู “ลูกกรอก” ซึ่งก็คือหมอดูที่หิ้วลังบรรจุ “ลูกกรอก” หรือศพเด็กแรกเกิดที่ตายตั้งแต่คลอด แล้วถูก “หมอผี” ทำให้แห้งแล้วลง “อาคม” ให้เป็น “ผีลูกกรอก” ที่สามารถหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต และสามารถติดต่อกับคนที่เป็น “คนเลี้ยง” ได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ “หมอดู” ที่จะคอยฟังเสียงกระซิบจาก “ลูกกรอก” เวลา
ทำนายให้คนดูหมอ
วันนั้น มีชาวบ้านหลายคนมาดูหมอ ผมเองในฐานะที่เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นก็ “เสนอหน้า” เข้าไปนั่งฟังด้วย
คำทำนายในวันนั้นมี 2 เรื่องที่ผมจำได้แม่นแม้ว่าจะผ่านมากว่า 60 ปีแล้วก็คือ ลูกค้าหญิงคนหนึ่งถูกบอกจากการ “กระซิบ” ของลูกกรอกว่า ผัวเธอกำลังมี “เมียน้อย” และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ “ไอ้หนูตัวนี้” ซึ่งก็คือผมซึ่งไม่ได้ดูหมอแต่นั่งสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้น “จะรวยมาก” ในอนาคต และเมื่อรวยแล้วก็ “ขอพึ่งพาด้วย”
หลังจากวันดูหมอ ผู้หญิงที่ถูกทักว่าสามีกำลังมีเมียน้อยก็ส่งคนไปสืบว่าสามีที่มีหน้าตาและนิสัยและได้ชื่อว่าเป็นคนที่ “ซื่อที่สุด” ในหมู่บ้าน มีเมียน้อยจริงหรือไม่ และก็พบว่าจริง ซึ่งทำให้คนโจษจันกันทั้งหมู่บ้านว่าหมอดูลูกกรอกคนนี้แม่นมากราวกับตาเห็น
คำทำนายว่าผมจะรวยมากนั้น แน่นอน ไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นแค่คำทักทายสั้น ๆ กับเด็กเล็ก แต่ผมสนใจและเก็บมันอยู่ในใจจนถึงวันนี้ เพราะมันคงประทับใจผมมาก เนื่องจากพ่อแม่ผมเป็นคนที่น่าจะจนที่สุดในหมู่บ้านครอบครัวหนึ่ง และผมยังเป็นเด็กที่ยังไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ
ผ่านมาอีก 14-15 ปี ขณะที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยน่าจะประมาณปี 2 หรือ 3 เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งซึ่งได้ฝึกฝนวิชาดูหมอเป็นงานอดิเรก และได้ฝึกปรือจนมีชื่อว่าเป็นคนที่ “ดูแม่น” มีนักศึกษาหญิงจากต่างคณะมาให้ดูเป็นประจำ ก็ได้มีโอกาสดูหมอให้ผมโดยการดูลายมือ และก็ทำนายว่า ผมน่าจะรวย เพราะบนลายมือนั้น มี “Big M” หรือ M ตัวใหญ่ที่ชัดเจนและยังมีอีกหลายเส้นที่บอกว่าจะประสบความสำเร็จ
แต่ที่จริงเขาก็พูดไปอย่างนั้นเอง “ตามลายมือ” ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะตอนนั้นผมไม่มีอะไรที่น่าจะแสดงว่าอนาคตจะรวยหรือประสบความสำเร็จเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนผมเองก็ไม่ได้เชื่อว่าตนเองจะรวยได้จริงเมื่อมองจากสถานะและภาวะแวดล้อมของสังคมในยุคนั้น ที่คนรวยมีแต่ชนชั้นนำในวงราชการหรือไม่ก็ทำธุรกิจ แต่ผมจำได้
ชีวิตจริงของผมตั้งแต่เด็กนั้น คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำทำนายทั้ง 2 ครั้ง เพราะผมเองไม่เชื่อหมอดูแม้จนถึงวันนี้ และก็ไม่เคยดูหมอแบบสมัครใจ แต่สิ่งที่ผมทำหลายอย่างนั้น เป็นสิ่งตั้งต้นของคนที่จะรวยหรืออาจจะรวยได้ นั่นคือ การ “ทำธุรกิจ” มาตั้งแต่เด็กและ ผมจำได้
เริ่มตั้งแต่เรียนชั้นประถมที่ผมเริ่มทำ “สตาร์ทอับ” ขายหมากฝรั่งให้กับเด็กรุ่นเดียวกัน โดยซื้อหมากฝรั่งมาเป็นกล่องแล้วมาแบ่งขายเป็นชิ้น ๆ ซึ่งได้กำไรเฉลี่ยประมาณน่าจะซัก 50% ผมยังจำได้ว่านั่ง “รถราง” สายถนนตก-ท่าเตียน จากบ้านแถว “วัดดอน” ไปซื้อสินค้าที่ตลาดค้าส่ง “ตลาดน้อย” โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารเพราะยังเป็นเด็ก
ต่อมาก็ “ขยายงาน” โดยการขายขนมอื่น ๆ ด้วย พร้อม ๆ กับการทำ “โปรโมชั่น” โดยการให้ “กำทาย” คือให้ทายว่ามีเหรียญเงินกี่อันในกำมือของผม ซึ่งโอกาสทายถูกคือ 1 ใน 5 และถ้าทายถูกก็จะได้ “กินฟรี” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผมมี “หัวทางธุรกิจ” ตั้งแต่เด็ก
พอโตได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มทำ “สตาร์ทอับ” ซึ่งเป็น “ธุรกิจใหม่” ในช่วงเวลานั้น เช่น พยายามเพาะ “ลูกน้ำ” เพื่อใช้เป็นอาหารปลาสวยงาม เพาะหรือคือปลูก “เห็ดฟาง” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมใช้ทำอาหาร และ เลี้ยง “กุ้งก้ามกราม” ทั้งหมดทำในสวนของเพื่อนสมัยเรียนมัธยมแถวตรอกจันทน์หรือถนนจันทน์ในปัจจุบัน
และทั้งหมดนั้น “ล้มเหลวสิ้นเชิง” ลูกน้ำที่เพาะกลายเป็นยุงหมดก่อนที่จะตักไปขาย เห็ดฟางที่เพาะด้วยเชื้อเห็ดฟางจากมหาวิทยาลัยเกษตร กลายเป็นราของฟางข้าว ส่วนกุ้งนั้น สุดท้ายกลายเป็นอาหารของปลาช่อนตัวเล็กที่กระโดดข้ามตาข่ายมากินลูกกุ้งที่เลี้ยงหมด
ผมอาจจะลืมไปว่าผมเรียนวิศวกรรมไม่ใช่เกษตรกรรมที่จะสามารถทำ “สตาร์ทอับ” เหล่านั้นได้ ผมมีแต่ความ “หลงใหล” ที่จะทำธุรกิจแต่ไม่มีความรู้ทั้งการผลิต การตลาดและการเงิน ที่เป็นเรื่องจำเป็นในการที่จะทำให้ธุรกิจไปรอดได้
แต่ทั้งหมดก็ยังหยุดผมไม่ได้ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีและไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด การเป็นลูกจ้างหรือพนักงานประจำทำให้ไม่มีเวลาไปทำธุรกิจอะไร แต่ผมก็ยังไปขอรับงานรับเหมาทำรางน้ำทิ้งให้กับโรงงานจาก “หลงจู๊” ซึ่งเป็นคนคุมโรงงานที่มักจะต้อง “ซับคอนแทรก” หรือจ้างคนนอกเข้าไปทำงานบางอย่างที่โรงงานไม่มีคนทำ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่สามารถที่จะต่อยอดไปทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังได้
เวลาผ่านไปอีกจนผมเรียนจบปริญญาเอกกลับมาทำงานด้านการเงินในสถาบันขนาดใหญ่ของประเทศ ผมก็เริ่มหาช่องทางการทำ “ธุรกิจสมัยใหม่” อีกแล้ว และนั่นก็คือ โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นกิจการที่ร้อนแรงอานิสงค์จากการที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง
เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของธุรกิจการเงินยุคใหม่ที่เรียกว่า “Venture Capital” ที่มีการตั้งกองทุนที่จะร่วมทุนกับกิจการธุรกิจโดยเฉพาะที่เป็น “สตาร์ทอับ” และนั่นทำให้ผมตั้งกองทุนเล็ก ๆ ชวนเพื่อนมาลงทุนด้วยเงินคนละไม่มากระดับหมื่นหรือสองหมื่นบาท ซึ่งก็ล้มเหลวกองทุนถูกยุบลงอย่างรวดเร็วอาจจะเพราะไม่มีเวลาหาโครงการ
โดยส่วนตัวผมยังได้เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทสตาร์ทอับที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนไทยที่มาจากอเมริกาที่จะเข้ามาตั้งโรงงานทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผมคงตื่นเต้นมากที่จะได้ลงทุนใน “ธุรกิจแห่งอนาคต” ที่จะโตระเบิดในยามที่ประเทศไทยกำลัง “ร้อนสุดขีด” และจะเป็น “เสือตัวใหม่ของเอเชีย”
ดังนั้น แค่ได้พบกัน 2 ครั้ง ผมก็ลงเงินซื้อหุ้นไปน่าจะหลายหมื่นบาทและได้ใบหุ้นมากอด แต่หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าโรงงานได้สร้างหรือเปล่า เขาอาจจะมีปัญหาระดมเงินได้ไม่ครบหรือบางทีเขาอาจจะเป็นสิบแปดมงกุฎที่เชิดเงินหนีไปแล้วก็ได้
คงไม่ต้องบอกว่าตั้งแต่เรียนจบปริญญาเอกทางบริหารธุรกิจด้านการเงินและการลงทุน ผมก็ลงทุนในธุรกิจแบบที่เรียกว่า “มั่วมาก” เหมือนคนที่ไม่มีความรู้เลย และจริง ๆ ก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าการเรียนปริญญาเอกเขาสอนแต่ทางทฤษฎี ส่วนการปฏิบัตินั้นคุณต้องเรียนรู้เองในงานและประสบการณ์จากการทำงาน
ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ทำงานกินเงินเดือนเป็นหลัก ผมเรียนรู้ว่าผมคงทำธุรกิจไม่ได้เนื่องจากผมไม่ได้มีคุณสมบัติแบบนักธุรกิจจริงที่ต้องดูแลคนจำนวนมากและเข้าใจตัวธุรกิจและความต้องการของลูกค้าจริง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมมีลูกที่กำลังโตและไม่มีรายได้อื่นและไม่มีต้นทุนจากครอบครัวทั้งฝั่งผมและภรรยาซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นข้าราชการที่ไม่เคยทำธุรกิจเลย ดังนั้น ผมจึงเลิกสนใจที่จะทำธุรกิจ และนั่นก็คือเลิกคิดด้วยว่าเราอาจจะรวยตามที่หมอดูเคยทัก
จนถึงอายุ 44 ปี ชีวิตก็ “ลงตัว” ความฝันที่จะทำธุรกิจ “จบแล้ว” เป้าหมายก็คือ ทำงานเป็นลูกจ้างได้เงินเดือนค่อนข้างดีจนเกษียณ ก็คงพอใช้ชีวิตไปได้จนตายถ้าไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป การประหยัดอดออมอย่างหนักก็ไม่จำเป็นแล้ว สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ปีละครั้งและในประเทศอีกปีละ 2-3 ครั้ง ส่วนลูกที่มีเพียงคนเดียวก็คงเอาตัวรอดได้เพราะเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก
โชคดีที่เกิดวิกฤติในปี 2540 ผมต้องกลับมาหาทาง “ทำธุรกิจ” อีกครั้งด้วยเงินเก็บที่สะสมมาตลอด รอบนี้ผมคงฉลาดขึ้นมากแล้วจากการทำงานในสถาบันการเงินขนาดใหญ่มายาวนานและได้เห็นธุรกิจมาขอเงินกู้ ขอเงินลงทุน และได้เห็นตัวกิจการและแผนทางธุรกิจมามากมาย และที่สำคัญ ผมได้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินของบริษัทเองด้วย ผมรู้ว่าการลงทุนแบบ Value Investments เป็นหนทางที่อาจจะทำให้เรารวยได้โดยที่ไม่ต้องไปทำธุรกิจเอง และก็สามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยได้
ผมทุ่มเงินทั้งหมดเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นไทยในยามที่ตลาดหุ้นตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์และมีหุ้นของกิจการยอดเยี่ยมที่แทบไม่ถูกกระทบโดยวิกฤติเศรษฐกิจ ผมไม่กลัวเลยว่าหุ้นจะตกลงไปอีกและผมจะหมดตัวหรือเสียหาย เพราะผมลงทุนในธุรกิจที่ดีเยี่ยมในราคาถูก หลังจากนั้น ชีวิตผมก็เปลี่ยน ผมคิดว่าผมไม่ได้เก่งเลย อดีตที่เคยทำมาก็ล้มเหลวตลอด แต่ผมคงโชคดีที่ทุกอย่างมาประจบกันในวันที่ “มืดมนที่สุด” แต่ผมเองก็ยังไม่เชื่อหมอดูอยู่ดี
🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com




















