บริหารหุ้น VS บริหารสุขภาพ

0
396

โลกในมุมมองของ Value Investor     30 สิงหาคม 2568

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่ “เกษียณ” จากงานประจำ  ซึ่งก็คือเมื่ออายุประมาณ 51-52 ปี  จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 20 ปีมาแล้ว  สิ่งที่ผมทำเป็นหลักและเป็น “ชีวิตประจำวัน” มีอยู่ 2 เรื่องคือ  1) บริหารหุ้นและการลงทุน และ 2)  บริหารสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  โดยเฉพาะเมื่อคนมีอายุมากขึ้น  เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้มีผลต่อ  “ความสุข” มากที่สุดและมากกว่าเรื่องอื่น ๆ  

นับถึงวันนี้  ผมคงทำได้ค่อนข้างดีทั้งสองเรื่องดูจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง  คือเงินในพอร์ตเพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่า  และขาดทุนเพียง 3 ปี และปีที่ขาดทุนสูงสุดอยู่ที่เพียงประมาณ 15% ในปีวิกฤติซับไพร์ม

ในด้านของสุขภาพ  ผมก็ไม่เคยป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล  ยังไม่เป็นโรคไม่ติดเชื้อยอดนิยมเช่น  เบาหวาน  ความดัน  โรคหัวใจ และมะเร็ง  แม้ว่าต้องอาศัยยาควบคุมตัวเลขทางสุขภาพหลาย ๆ  อย่าง  แต่นั่นก็คือส่วนหนึ่งของ  “การบริหารสุขภาพ” ที่ทำมาตลอดและเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นและเกษียณจากงานประจำ

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะคุยหรือฉลองความสำเร็จ  เพราะประสบการณ์จากคนอื่นที่ผมพอจะรู้จักหรือได้ยินได้เห็นก็คือ  “อย่าโม้” เกี่ยวกับการลงทุนและสุขภาพ  เพราะ  “สงครามยังไม่จบ  อย่านับศพทหาร” หรือความหมายก็คือ  ทั้งการลงทุนและสุขภาพนั้น  เขาวัดกันตอนจบ  คือหยุดลงทุน  และ/หรือ ตาย

เรื่องของสุขภาพนั้น  ผมยังจำได้ถึงยุคหนึ่งที่คนไทยเริ่มสนใจการรักษาสุขภาพกันมาก  ซึ่งเกิดจากหนังสือแนวการดูแลสุขภาพสมัยใหม่  เช่น  “อยู่ 100 ปีมีสุข” จนมีผู้นำทางสังคมและเศรษฐกิจบางคนประกาศตั้ง  “ชมรมคนอยู่ 100 ปี” ที่เผยแพร่เคล็ดลับการมีชีวิตและสุขภาพที่ดีเลิศและประกาศว่าตนเอง  ที่มีอายุระดับ 60 ปีแล้วจะอยู่จนถึง 100 ปี แน่นอน  ซึ่งคนจำนวนมากรวมถึงผมเองก็เชื่อ  เพราะเขา “แข็งแรงและดูหนุ่มมาก”

ถ้าจำไม่ผิด  ท่านประธานชมรมเสียชีวิตหลังจากจัดตั้งชมรมไม่เกิน 10 ปี  ซึ่งผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเสียชีวิตเพราะอะไร  แต่ไม่ใช่ด้วยอุบัติเหตุอย่างแน่นอน

ตั้งแต่นั้นมา  ผมก็มักจะคอยจดจำว่ามีใครที่บอกว่าตนจะอยู่จนอายุ 100 ปีหรือคุยว่าตนเองแข็งแรงขนาดไหน  และก็พบบ่อย ๆ  ว่า  เขาก็ตายในอายุขัยปกติหรือบางคนก็ต่ำกว่านั้น  ไม่ได้ต่างจาก “คนธรรมดา” ที่ไม่ได้บริหารจัดการอะไรกับสุขภาพเลย

คนที่อายุยืนและสุขภาพดีจริง ๆ  ที่ยังคุยได้ทั้ง ๆ  ที่อายุเกิน 90 ปีแล้ว  ที่ผมเช็คดูนั้น  นอกจากจะบริหารจัดการสุขภาพ  บางคนก็ทำอย่างดีตามที่คุยแล้ว  พวกเขามักจะมีพ่อแม่หรือบรรพบุรุษที่อายุยืนมากทั้ง ๆ  ที่ไม่เคยต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารหรือทำสิ่งต่าง ๆ  แบบที่เชื่อกันในปัจจุบัน

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า  เรื่องของสุขภาพที่ดีและอายุขัยที่ยืนยาวนั้น  คงต้องมี “โชค” ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง  ไม่ได้ขึ้นกับ  “ฝีมือ” ในการบริหารหรือดูแลสุขภาพทั้งหมด  บางที  ปัจจัยสำคัญที่สุดอาจจะเป็นเรื่องของ “ยีน” ของแต่ละคนที่อาจจะมีอิทธิพลมากกว่า  ส่วนเรื่องของการดูแลจัดการสุขภาพอาจจะเป็นแค่ปัจจัยสนับสนุนให้ร่างกายทำหน้าที่ได้ตามปกติตามธรรมชาติของมัน

และนั่นก็คือความเชื่อของผมในตอนนี้ที่ว่า  เรื่องของสุขภาพนั้น  อาจจะ 80-90% ขึ้นอยู่กับการจัดการไม่กี่เรื่อง  และส่วนใหญ่แล้วผมก็จะทำถ้ามันไม่ได้ “ลดความสุข” หรือทำให้ผมรู้สึกว่ามัน  “ทรมาน”  มากเกินไป

ข้อแรกก็คือ  เรื่องของการกิน  ซึ่งผมพยายามกินแบบไม่ให้อิ่มเกินไป  คือพอเริ่มรู้สึกอิ่มก็จะหยุดทันที  เน้นการกินอาหารที่ไม่ใช่คารโบไฮเดรทที่ให้พลังงานสูงเช่นแป้งและน้ำตาล  ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นไขมันถ้าร่างกายใช้ไม่หมด  ผมทำแบบนี้ก็เพื่อคุมน้ำหนักไม่ให้สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป

แต่ผมจะไม่ “อดอาหาร” ที่เรียกว่า  “Fasting” ทุกรูปแบบ  เช่นเดียวกับการไม่เลี่ยงอาหารมันหรือมีคลอเรสเตอรอลสูง  ผมจะกิน “ตามใจปาก” ถ้าอร่อย  ผมกิน  ซึ่งรวมถึงเบียร์วันละกระป๋อง  ผมคิดว่าถ้าไม่กินมากเกินไป  ไม่น่าจะเป็นอันตราย  แม้ว่าจะมีการศึกษา “ใหม่” บอกว่าเบียร์แค่วันละกระป๋องก็อันตรายต่อสุขภาพ  ไม่ควรกิน  ทั้ง ๆ  ที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าไวน์วันและแก้วเป็นผลดีต่อสุขภาพ

นอกจากอาหารแล้ว  ผมกินวิตามินหลัก ๆ  หลายชนิด  เช่น วิตามิน C B และ D  แร่ธาตุบางอย่างที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกายเช่น  สังกะสี  สิ่งเหล่านี้เขาบอกว่าเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้ “เครื่องยนต์” ซึ่งก็คือร่างกาย  ทำงานได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด

ผมตรวจสุขภาพโดยการตรวจเลือดทุก 6 เดือนเพื่อดูและควบคุมสารเคมีต่าง ๆ  เช่น  ระดับคลอเรสเตอรอล  น้ำตาล  และอื่น ๆ  ซึ่งในช่วงเวลานี้ที่อายุมากขึ้นก็จำเป็นต้องคอยควบคุมไม่ให้ตัวเลขเกินเลยหรือต่ำกว่าค่าปกติ  เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่าร่างกายจะเกิดปัญหาถ้าไม่จัดการ  ดังนั้น  ผมจึงต้องกินยาบางอย่างที่จำเป็น  แต่ผมเลิกที่จะกินยาหรืออาหารเสริมประเภท  กินแล้วอายุยืน  กินแล้วสมองดี  หรือกินแล้วหลับสบาย และอื่น ๆ  ที่มีการโฆษณาแนะนำกันมากมายในสมัยนี้  รวมถึงไม่ฉีดฮอร์โมนหรือเสต็มเซลที่อาจจะกำลังฮิตกัน  

ข้อสองที่ผมทำมาตลอดในการดูแลเรื่องสุขภาพก็คือ การออกกำลังกาย  ซึ่งผมใช้วิธีวิ่งช้า ๆ  หรือจ็อกกิ้งวันละประมาณ 3 กิโลเมตรและใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที  สัปดาห์ละ 5-6 วัน  ซึ่งผมทำมาอย่างสม่ำเสมอ  ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง  ผมคิดว่าถ้าผมยังทำเท่าเดิมได้  สุขภาพผมก็น่าจะยังดีหรือไม่ถดถอยลง  เวลาวิ่ง  ผมเองก็มักจะคิดไปเรื่อย ๆ  ในทุกเรื่องที่ต้องการสมาธิและการตรึกตรองแบบลึกซึ้ง  ผมคิดว่าไอเดียสำคัญในชีวิตผมเกิดขึ้นในขณะที่กำลังวิ่งไม่น้อยกว่า 30%  บ่อยครั้งเวลาวิ่ง  ผมคิดถึงชื่อของซีรี่ทีวีดังในสมัยที่เป็นหนุ่มของผมคือเรื่อง  “Run For Your Life” หรือ  “วิ่งเพื่อชีวิต”

ในเรื่องของการลงทุนนั้น  ผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกับเรื่องของสุขภาพในหลาย ๆ  ประเด็น  เริ่มตั้งแต่การที่ผมเชื่อว่า  “โชค” มีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนของผมค่อนข้างมาก  ส่วนการจัดการหรือการบริหารการลงทุนนั้น  แน่นอน  ก็เป็นส่วนสำคัญ  แต่เป็นประเด็นว่าเราจะ “ทำผิด”  ไม่ได้  ถ้าทำผิดจากที่ควรเป็น  ผลตอบแทนอาจจะเลวร้ายหรือถึงหายนะได้  คล้าย ๆ กับเรื่องของสุขภาพที่ว่า  ถ้าคุณสูบบุหรี่  ต่อให้คุณออกกำลังและดูแลสุขภาพแค่ไหน  มันก็ไปไม่รอด

ความ “โชคดี” ของการลงทุนของผมคงอยู่ที่ว่า  ผมได้เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังโตสุดยอดและบริษัทจดทะเบียนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวขึ้นและเอาชนะบริษัทรุ่นเก่าที่กำลังถูกทำลาย  โดยที่บริษัทผู้ชนะสามารถสร้างป้อมปราการปกป้องตนเองในระหว่างที่ธุรกิจขยายตัวขึ้นและกลายเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก” หรือหุ้นที่มีค่ามาก  วัดจากค่า PE ที่สูงลิ่ว  และนั่นก็คือ  สถานการณ์ที่เรียกว่าเป็น  “ตลาดหุ้นยุค VI” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผม  ที่โชคดี  แต่เป็นกลุ่ม “นักลงทุน VI” แทบทั้งหมด  ที่ทำผลงานการลงทุนติด “ระดับโลก” ในยุคนั้น

การบริหารการลงทุนของผมเองนั้น  ก็คล้าย ๆ  กับเรื่องของสุขภาพ  ผมไม่ได้ทำอะไรซับซ้อน  พูดง่าย ๆ  ไม่มีสูตรลับหรือความสามารถพิเศษ  ผมแทบไม่เคยไป  “พลิกหินทุกก้อน”  เพื่อค้นหาหุ้นมหัศจรรย์  ผมไปเยี่ยมบริษัทน้อยมากและไม่เคยไปงาน Company Visit หรือพบผู้บริหารจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์เลย   ที่ทำตลอดก็คือการเดินช็อปปิ้งตามห้างและร้านค้าต่าง ๆ  เหมือนกับคนทั่วไป  เพียงแต่ผมจะคิดไปด้วยว่าสินค้านั้นเป็นของบริษัทจดทะเบียนไหน  และมันดีแค่ไหน  ราคาของหุ้นเป็นอย่างไร  ผมอยากจะเป็นเจ้าของบริษัทหรือไม่

ผมจะเลือกบริษัทหรือหุ้นที่ดีระดับต้น ๆ ของประเทศ  ที่ไม่มีใครสามารถแข่งขันได้และซื้อได้ในราคาที่ค่อนข้างถูก  คือค่า PE ไม่สูงเกินไปเทียบกับหุ้นทั่วไปในตลาดและในอุตสาหกรรมเดียวกัน  จำนวนบริษัทที่ถือก็ประมาณ 5-6 ตัวหลัก ๆ  เก็บไว้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร  แต่ทุกไตรมาศก็ต้องคอยดูผลประกอบการและธุรกิจว่ายังดีขึ้นหรือดีเหมือนเดิมไหม  ถ้าใช่ก็ถือต่อไป  ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะต้องเปลี่ยน  แต่กรณีหลังนั้นมักจะเกิดไม่บ่อย  เพราะหุ้นหรือบริษัทที่ดีจริงนั้น  จะไม่แย่ลงง่าย ๆ  

ผมลงทุนระยะยาวมาก  แทบจะตลอดชีวิต  ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง  ผมไม่ค่อยสนใจ  ผมสนใจว่าหุ้นหรือพอร์ตของผมควรจะขึ้นมากกว่าลงนับเป็นรายปี  ผมสนใจว่ามูลค่าปันผลแต่ละปีของผมควรจะขึ้นไปเรื่อย ๆ  ทุกปีแบบช้า ๆ   

ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปเล่นหุ้น  “เก็งกำไร” ที่มักจะขึ้นลงแรงมาก  บางทีเป็นเท่า ๆ  ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน  ผมไม่สนใจที่จะใช้มาร์จินหรือการกู้เงินมาลงทุนซื้อหุ้น  ผมไม่ต้องการผลตอบแทนที่สูงมากในบางช่วงแต่ต้องเสี่ยงมากถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้าย

เป้าหมายการลงทุนของผมก็คือ  ได้ผลตอบแทนปีละ 10% แบบทบต้นในช่วงที่เข้าตลาดหุ้นใหม่ ๆ  แต่ในระยะหลังนี้ผมคิดว่าน่าจะลดลงเหลือ 7% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยถดถอยลงมาก  และบริษัทจดทะเบียนก็โตช้าลงมากหรือแทบไม่โตเลย

ว่าที่จริงผมกำลังเปลี่ยนแปลงการจัดการลงทุนของผมครั้งใหญ่คือ  จะไปลงทุน  “ทั่วโลก”  เนื่องจากตลาดโลกของการลงทุนเปิดกว้างมา  นักลงทุนแทบทุกคนก็สามารถไปลงทุนได้  บางที   อีกซัก 10 ปี  ผมคงมาเล่าได้ว่าผมจัดการอย่างไรและผลลัพธ์คืออะไร


VVI Membership ดูรายละเอียด https://class.vietnamvi.com/