เรื่องของดวงและโชคชะตาในการลงทุน

0
103

โลกในมุมมองของ Value Investor 16 พฤษภาคม 2569

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะ “รวยและประสบความสำเร็จในชีวิต”  ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ  ดวงหรือโชคชะตาในแง่ที่ว่า มันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จ  ร่ำรวย  และมีความสุขโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรและ “ไม่ต้องมีเหตุผล”  อย่างคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้จำนวนมากในประเทศไทย

แต่หลังจากนั้น  ตอนที่อายุเกือบจะ 60 ปีแล้ว  ผมก็เริ่มศึกษาและคิดทบทวนว่า  ดวงหรือโชคชะตานั้น  มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตและความสำเร็จของเราจริง ๆ  หรือเปล่า?  ที่ผมรวยและประสบความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนนั้น  เป็นเรื่องของความสามารถ  การทำงานหนัก  การมีวินัย เหนือกว่าคนอื่น ๆ  เท่านั้นหรือ  ไม่มีเรื่องของโชคหรือดวงเข้ามาเกี่ยวข้องแน่หรือ?

คำตอบของผมแบบ  “ไม่ลำเอียง”  ก็คือ  ผมมีความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกหุ้นระดับดีถึงดีมากแต่ก็ไม่ใช่ระดับท็อป  เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ  ผมไม่ได้ทำงานหนักเท่าที่ควร  ช่วงที่เริ่มต้นชีวิตการลงทุนแบบ VI ใหม่ ๆ  ยังทำงานประจำเต็มเวลาที่ค่อนข้างหนัก  ใช้เวลาในการศึกษาหุ้นน้อย  สิ่งที่น่าจะโดดเด่นจริง ๆ  คงเป็นเรื่องของ “วินัย”  ในการลงทุนที่ค่อนข้างจะมั่นคง  เหตุผลก็เพราะผมเชื่อในหลักการแบบ “VI” มากกว่าคนอื่น  โดยรวมแล้วถ้าให้คะแนนความเก่งและการเลือกหุ้น  ผมอาจจะอยู่ในระดับ B+ หรือ A-

ความสำเร็จของผมส่วนใหญ่น่าจะมาจาก  “โชคดี” ในแง่ที่ว่า  ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่  ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงิน  “ล่มสลาย” ซึ่งทำให้ดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทเหล่านั้น  ตกลงมาอย่างหนักระดับ  90% จากจุดสูงสุด  และก็ทำให้ผมที่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่  “ตกงาน”  และไม่รู้ว่าจะหางานใหม่ที่ดีเท่าเดิมได้อย่างไร

“โชคดี” อีกอย่างหนึ่งก็คือ  ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้าน  “การลงทุน” และได้  “บริหารพอร์ตหุ้นของบริษัท” หรือที่เรียกว่า  “Prop Fund” ก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 ปี อยู่แล้ว  และกลยุทธ์ที่ใช้ก็รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นด้วย  “ปัจจัยพื้นฐาน”  ซึ่งเป็น “รากฐาน” ส่วนหนึ่งของ “การลงทุนแบบ VI” ที่กำลังโด่งดังในอเมริกานำโดย  “วอเร็น บัฟเฟตต์” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคนที่รวยที่สุดในอเมริกา  แต่เมืองไทยยังไม่มีใครรู้จัก  ว่าที่จริงคนไทยแทบจะ “เลิกเล่นหุ้น” ไปหมดแล้ว

โชคร้ายที่ต้องตกงานทำให้ผมต้อง “หาทางรอดของชีวิต”   และจากการวิเคราะห์ผมพบว่าการลงทุนในหุ้นที่ในยามนั้นยังมีหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจดีมาก  แต่ราคาตกต่ำลงมาจนทำให้ค่า PE เหลือแค่ 5 เท่า และจ่ายปันผลระดับ 10%  หลาย ๆ ตัว ซึ่งต้องถือว่า “โชคดีมาก”   ดังนั้น  ผมจึงทุ่มเงินทั้งหมดลงในหุ้นประมาณ 10 ตัว โดยอิงกับหลักการสำคัญของ VI แบบบัฟเฟตต์ที่บอกว่า  ลงทุนหุ้นให้คิดว่าเป็นการ “ลงทุนในธุรกิจ”  อย่าไปคิดว่าซื้อแล้วจะขายเมื่อราคาขึ้นมา  ว่าที่จริง  ในช่วงนั้น  ตลาดหุ้นแทบจะไม่มีสภาพคล่อง ปริมาณซื้อขายวันละแค่ 2-3,000 ล้านบาท  ซื้อแล้วอย่าคิดว่าจะขายได้ง่าย ๆ

หลังจากนั้นอีกเช่นกัน  เศรษฐกิจทั้งประเทศเงียบเหงา  บริษัทเกือบทุกแห่งกำลัง  “ปรับโครงสร้าง” ให้พ้นจากการล้มละลาย  ผมจึงมีเวลาว่างค่อนข้างมาก  และเริ่มเขียนหนังสือและบทความเผยแพร่ความคิดและหลักการลงทุนแบบ VI ซึ่งเป็นการลงทุนแนวใหม่ของประเทศไทย  “ตีแตก” น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่พูดถึงหลักการแบบ VI เช่นเดียวกับบทความ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่เสนอมุมมองของคนที่ประกาศตัวว่าเป็น “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ซึ่งยังคงมีการเขียนอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว  เช่นเดียวกับหนังสือ “ตีแตก” ที่ก็ยังคงพิมพ์ขายอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแช่นเดียวกัน

ต้องถือว่าผม  “โชคดี”  ในฐานะของนักลงทุนที่ “เกิด” ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง  คือเกิดหลังจากวิกฤติครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นที่ทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมายให้เลือกลงทุน  และในวันที่ “เกิด” นั้น  ผมพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็น  “ผู้นำ”  เพราะมีความรู้ที่ฝึกปรือมาเป็นอย่างดี  มีเงินออมพอสมควรในขณะที่คนอื่นที่เป็นนักลงทุนนั้น  “เจ๊ง” กันแทบหมด  ความรู้และความสามารถของผมในวันนั้นในแง่ของการเป็น  VI ก็ไม่ได้มากมายอะไร  แต่ผมแทบไม่ต้องแข่งกับใคร  ดังนั้น  ผมได้เปรียบมาก

การเป็น “คนแรก” ทำให้ผมเป็นที่ยอมรับและทำให้สื่อหรือคนที่จัดงานสัมมนาเรื่องการลงทุนเชิญไปพูดบรรยายและให้ความเห็น  นั่นทำให้ผมต้องศึกษา เรียนรู้  และกลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้น  และนั่นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า  “Compounding Effect” คือ “ผลตอบแทนทบต้น” ของความรู้  หรือก็คือ  ความรู้เดิมที่มีอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเหมือนกับเรื่องของเงินหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบ “ทบต้น” ทุกปี

ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ  “ดวง” ที่ผมบังเอิญ “โชคดี” ที่ “เกิด” ในเวลาที่ถูกต้อง

วอเร็น บัฟเฟตต์ เองบอกว่า เขา “โชคดี” ที่ “เกิด” ที่อเมริกาและเป็นชายผิวขาว  ทำให้เขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนสุดยอด  เขาอาจจะไม่ได้พูด  แต่ผมอยากเติมว่า  เขาโชคดีที่เกิดในปี 1930 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่และดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาประมาณ 90% และตลาดหุ้นเงียบเหงาจนถึงวันที่เขาโตและเริ่มสนใจในหุ้นและพบกับ เบน เกรแฮม ในปี 1952-53  และเข้ามาลงทุนด้วยตนเองเต็มตัว  ซึ่งหลังจากนั้น  ตลาดหุ้นก็วิ่งแบบติดจรวด  อานิสงค์จากการที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงและอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

เรื่องของ “ดวงเกิด” นั้น  มีผลต่อความสำเร็จมากมายและได้รับการพิสูจน์ทางสถิติที่โด่งดังและกล่าวถึงในหนังสือชื่อ  “Outliers” ของ “Malcolm Gladwell” ที่กล่าวถึงนักกีฬาฮ็อกกี้แคนาดาที่เป็นดารานั้น  ส่วนใหญ่มักเกิดใน 3 เดือนแรกของปี  คือ มกราคม-มีนาคม  และเหตุผลก็คือ  คนเหล่านั้น  ส่วนใหญ่แล้วก็คือคนที่มาจาก “ทีมเด็ก” ที่ถูกคัดตัวเข้าทีมตอนอายุแค่  8-9 ขวบ

และคนที่ได้รับการคัดเลือกตอนเด็กนั้น  เขาจะนับอายุตามปีปฏิทิน  คือถ้าเกิดเดือนมกราคม  ก็คือนับว่า 1 ขวบในปีนั้นเท่ากับคนที่เกิดเดือนธันวาคม  โดยไม่ดูวันเกิดจริง  ผลก็คือ  เด็กที่เกิดตอนต้นปีจะได้เปรียบมาก  เพราะเด็กอายุ 8 ขวบที่เกิดต้นปีอาจจะแก่กว่าเด็กที่เกิดปลายปีถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์  ดังนั้น  พวกเขาก็มักจะชนะ  ได้รับการคัดเลือกเพราะพวกเขาตัวโตกว่า  แข็งแรงกว่า  และเก่งกว่า

พอได้เข้าทีม  พวกเขาก็จะมีโค้ชที่ดี  มีโอกาสแข่งขันและมีประสบการณ์มากกว่า  สุดท้ายพวกเขาก็เก่งกว่าและก็มีโอกาสพัฒนาและก้าวหน้ากว่า  วนเป็นลูปไปเรื่อย ๆ  แบบ “ทบต้น” และในที่สุดก็กลายเป็นดาราของนักกีฬาฮ็อกกี้

และนี่ก็คือ  คนดวงดีหรือโชคดีที่ “เกิด” ต้นปี  และแน่นอนว่าไม่ใช่คนที่เกิดต้นปีจะต้องประสบความสำเร็จหรือชนะเสมอไป  แต่พวกเขามีโอกาสมากกว่า  และโอกาสนั้น  ในช่วงแรกหรือเริ่มต้นอาจจะทำให้พวกเขาได้เปรียบหรือชนะเพียงเล็กน้อย  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ความได้เปรียบก็จะ  “Compounded” หรือ “ทบต้น” และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จนทิ้งห่างคนที่ “เกิดผิดเวลา”

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเด็กเล็กที่กำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนดังของไทยที่คนต้องแข่งขันกันหนักมากเวลาที่จะเข้าตอนเรียนอนุบาลซึ่งรวมถึงหลานผมหลายคน

ประเด็นก็คือ  เด็กเล็กเหล่านี้ที่จะสมัครเข้าเรียนจะต้องมีอายุตามเกณฑ์โดยโรงเรียนก็จะนับจากวันที่กำหนดเช่น  31 สิงหาคม เป็นวันตัดอายุ  เด็กที่เกิดเดือนกันยายนก็จะได้เปรียบมาก  เพราะวันที่เขาจะเข้าเรียนนั้น  เขาจะมีอายุจริงคือเกือบ 4 ปี  เทียบกับเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมที่จะมีอายุแค่ 3 ปีเศษ  ดังนั้น  เวลาไปสอบคัดเลือกเขาก็มีโอกาสแพ้มากกว่าและไม่ได้เข้าเรียน

เมื่อเข้าเรียนแล้ว  เนื่องจากมีอายุมากกว่าเพื่อน  ก็จะมีความสามารถกว่า  ครูก็อาจจะเอาใจใส่มากกว่า  มีโอกาสแสดงความสามารถมากกว่า  และกระบวนการนั้นวนเป็นลูป  ทำให้เด็กเก่งมากขึ้นแบบทวีคูณหรือ  “ทบต้น” นี่ก็อาจจะทำให้เด็กที่เกิดเดือนกันยายนได้เปรียบไปตลอดและประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมได้

พูดถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นก็เช่นเรื่องของความก้าวหน้าหรือพัฒนาของประเทศในโลก  ผมได้อ่านหนังสือเขียนโดย หลี่ ลู่ นักลงทุน VI ชื่อดัง  ศิษย์เอกของชาลี มังเกอร์ ชื่อในหนังสือแปลภาษาไทยคือ  “ก่อร่างสร้างจีน” ก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ทำไมจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งจึงตกอันดับมากในช่วง 200-300 ปีหลัง  ขณะที่ประเทศตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจโลกแทน  และถึงปัจจุบันที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาแข่งกับตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง  ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเรื่องของเหตุการณ์หรือช่วงเวลา  “กำเนิด” ของประเทศ  ซึ่งอย่างของจีนในวันนี้ก็คือ  ช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเปลี่ยนแนวทางของจีนให้หันมาใช้ระบบทุนนิยมเสรีเมื่อ 40 ปีก่อนนั่นเอง

สุดท้าย  กลับมาที่เรื่องหุ้น  ซึ่งด้วยเวลาที่ผ่านมาถึงวันนี้  ผมคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย  คงยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน  “ยุคทองของ  VI” ไปแล้ว  เพราะเราคงไม่มี “โชคดี” อีก  อย่างน้อยในช่วงเร็ว ๆ  นี้  อย่างไรก็ตาม  ผมเองคิดว่า  การลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามสำหรับผมเองนั้น  ต้องบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ  แต่ผมก็ยัง  “รอโชค” ที่จะมี “ปีทองของ VI” ในตลาดหุ้นเวียตนามอยู่  ตอนนี้ก็ได้แต่ “ประคองตัว” ไม่ให้ขาดทุนก็พอ    


🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com