มีเทาไม่มีเรา

0
374

โลกในมุมมองของ Value Investor      3 มกราคม 2569

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วงนี้เป็นเทศกาลหาเสียงเลือกตั้ง  ซึ่งในระยะหลัง ๆ นี้ก็จะมีการใช้วลีที่จะดึงดูดคนให้ลงคะแนนให้พรรคของตนเองแทนที่จะลงให้คู่แข่งต่าง ๆ  นานา  และรอบนี้ก็มีคำว่า  “มีเทา  ไม่มี

เรา” เพื่อที่จะบอกว่า  ถ้าเลือกเรา  พรรคเราจะไม่ร่วมกับพรรคที่มีเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใส  เป็นแนวโกงแม้ว่ายังไม่ได้ถูกจับหรือยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดจากผู้รักษากฎหมายและศาล

ในเรื่องของการลงทุนนั้น  ผมเองก็มีความคิดแบบนี้อยู่ในใจตลอดเวลาว่า  ผมจะไม่ร่วมหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์หรือลงทุนอะไรที่ผมคิดว่าไม่โปร่งใสหรือไม่ดีหรือไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะกับเราเพราะเราไม่เข้าใจว่าจะเลือกอย่างไรถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีได้

แน่นอนว่าในความเป็นจริง  มีข้อยกเว้นเสมอ  ในทางการเมือง  หลังจากเลือกตั้งเสร็จ  พรรคที่ใช้คำว่ามีเทา  ไม่มีเรา  อาจจะเปลี่ยนใจ  เพราะอยากเป็นรัฐบาล  ก็จะหาเหตุผลใหม่มาพูดว่าน่าจะร่วมกันได้  ยอมรับได้  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  มีการตั้ง  “เงื่อนไข” และตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย

เช่นเดียวกัน  ผมมีหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น  “สีเทา” คือไม่โปร่งใส  หรือมีหลักทรัพย์บางอย่างที่ผมตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งหรือเข้าไปลงทุนแน่นอนเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม  แต่บางครั้งก็มีข้อยกเว้นที่ผมเข้าไปทำ  อาจจะเพราะอยากทำกำไรที่ “เห็นอยู่ชัด ๆ”  ว่าคุ้มค่า  และไม่เสี่ยงมาก  รวมทั้งในกรณีที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” นั้น  อาจจะ “ไม่เทามาก” หรือผม “คิดไปเอง” เป็นต้น

และต่อไปนี้ก็คือรายการสิ่งที่ผมจะไม่ทำหรือไม่ลงทุน  ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเทาไม่เทา  แต่รวมถึงวิธีการลงทุนและหลักทรัพย์หลาย ๆ  อย่างที่ผมหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลที่ว่ามัน  ไม่ดี อันตราย  มีการเก็งกำไรมากเกินไป และความรู้ไม่พอ  เป็นต้น

เรื่องแรกก็คือ  “หุ้นสีเทา” หรือหุ้นที่มีการบริหารงานไม่โปร่งใส  มีแนวโน้มที่จะโกงผู้ถือหุ้น  มีการใช้ “วิศวกรรมการเงิน” เช่น  การออกวอแร้นต์  การขายหุ้น PP ให้กับบุคคลโดยมีเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและในราคาที่ไม่ยุติธรรม  มีการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นบริษัทอื่นแบบไม่มีเหตุผลและมีราคาที่ไม่เหมาะสม  มีระบบหรือการลงบัญชีที่ไม่เรียบร้อย  และที่สำคัญก็คือ  ผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ถูกกล่าวโทษที่ร้ายแรงโดย กลต. เป็นต้น

หุ้นที่ผู้บริหารมีข่าววุ่นวายกับหุ้น  เช่น  ให้ข่าวเชียร์หุ้นเป็นประจำ  ซื้อขายหุ้นตัวเองแทบจะตลอดเวลา  สร้างสตอรี่ที่จะขยายงานและเทคโอเวอร์กิจการอื่น ๆ  มากมาย  เหล่านี้ก็เป็นหุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยง  ผมคิดว่าคนที่ทำแบบนั้นมีโอกาสที่เขาจะไม่ซื่อ  และใช้สิ่งเหล่านั้นหลอกให้คนเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อเขาจะได้รวยและขายหุ้นได้ราคาดีมากกว่าที่จะทำให้บริษัทมีผลงานดีขึ้น

หุ้นที่ไม่ใช่สีเทา  แต่ผมมักจะหลีกเลี่ยงไม่ซื้อก็คือ หุ้น IPO ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อยากได้มากโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคัก  เหตุผลของผมก็คือ  ผมคิดว่าหุ้น IPO ส่วนใหญ่ถูกกำหนดราคาที่สูงเกินไป  หรือ “It’s probably overpriced” ซึ่งทำให้ผมไม่จอง  ทั้ง ๆ  ที่บ่อยครั้งราคาเข้าตลาดวันแรกสูงกว่าราคาจองมาก  แต่หลังจากนั้น  ราคาก็จะค่อย ๆ  ตกลงมาตามพื้นฐานที่แท้จริง

ว่าที่จริง  ถ้าดูจากสถิติว่าหุ้น IPO เข้าตลาดวันแรกมักจะมีราคาสูงกว่าราคา IPO มาก  นักลงทุนควรจะจองหุ้น IPO ทุกตัวที่ได้รับการจัดสรร  และในอดีตเมื่อตอนที่ผมเป็นนักลงทุนรายย่อยนั้น  ผมก็จองหุ้น IPO ตลอด  แต่ต่อมาเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้นแล้วและเรามีจิตใจแบบ “VI พันธุ์แท้” ที่ไม่ยอมรับ “การลงทุนแบบเก็งกำไร” แล้ว  ผมก็เลิกจองหุ้น IPO ทุกตัว

ผมรู้ว่ามองในด้านผลตอบแทน  ผมเสียโอกาสได้เงินแบบง่าย ๆ  แต่ผมก็ไม่สนใจ  ผมอยากรักษาหลักการว่า  เราควรทำกำไรเฉพาะเมื่อเรา “คิดถูก” ในเชิงของ “มูลค่าที่แท้จริง” ไม่ใช่ได้กำไรเพราะ  ได้รับการจัดสรรจากโบรกเกอร์หรือบริษัท  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เรามักจะได้รับหุ้นจองน้อยเพราะไม่ได้เทรดหุ้นเยอะ  ได้กำไรมาก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรอยู่แล้ว

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนทั้ง ๆ  ที่มีคนแนะนำอยู่บ่อย ๆ  ว่าดีและนักลงทุนรายใหญ่หน่อยก็มักสนใจที่จะลงทุนก็คือ  หุ้นบริษัทที่ทำ Start up ซึ่งมักจะเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กที่เกือบทั้งหมดยังไม่มีกำไร  รายได้ก็น้อยมาก  แต่มีความคาดหวังสูงที่จะโตเร็วเพราะทำธุรกิจที่อาจจะใช้เทคโนโลยีสูงหรือมี Business Model ใหม่  แต่ผมดูว่าเสี่ยงเกินไป  ดังนั้น  ผมจึงหลีกเลี่ยงและแทบไม่เคยไปดูหรือไปประชุมเวลาที่เขาจะระดมทุนเลย

พวก Venture Capital หรือ Private Capital  ที่ทำเป็นกองทุนรวม  นำเงินไปลงทุนในกิจการบริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์ที่โตเร็วและมีศักยภาพจำนวนหลาย ๆ  บริษัทเพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง  และสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 20-25% ในเวลาประมาณ 5-7 หรือ ถึง 10 ปี  ผมก็ไม่ลงทุนเลย  ผมคิดว่าความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนดังกล่าวสูงมาก  เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว  คนที่ทำต้องหวังว่าจะได้บริษัทที่ดีสุดยอดแบบแจ็คพ็อตซัก 2-3 ตัวจาก 10 ตัวก็พอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ทั้งหมดและทำกำไรสูงมาก

ว่าที่จริงผมเคยลงทุนในกิจการหรือบริษัทเหล่านั้นมานานมากแล้ว  ทั้งหมดขาดทุนโดยที่แทบไม่ต้องลุ้นเลย  ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่สนใจลงทุนในบริษัทนอกตลาดอีกเลย  เพราะเข้าไปแล้ว  มักจะถอนออกไม่ได้เลย  รอวันเป็นศูนย์เท่านั้นเองถ้ากิจการไม่สำเร็จ

พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชนหรือแม้แต่บริษัทมหาชนนั้น  ผมก็ไม่เคยลงทุนเลย  เพราะทั้งหมดนั้น  เมื่อลงทุนแล้วแทบจะขายต่อไม่ได้เลยเพราะสภาพคล่องมีไม่มาก  ดังนั้น  ผลตอบแทนก็ดูเหมือนจะถูกล็อกเอาไว้แล้วว่า  ภายใน 3-7 ปีตามอายุของหุ้นกู้  เราจะได้รับผลตอบแทน เช่น 3-4% แน่นอน  ซึ่งดูแล้วน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นสำหรับผม  อย่างไรก็ตาม  สำหรับเงินส่วนตัวของภรรยาที่ผมช่วยลงทุนให้นั้น  ผมก็เลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีคุณภาพสูงระดับเรท A ขึ้นไปตลอด  ผมคิดว่าหุ้นกู้ไทยที่เรทต่ำกว่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก

Cryptocurrencies หรือเงินเหรียญคริปโต เช่น บิตคอยน์นั้น  ผมไม่ลงทุนเลย  ในความเห็นผมแล้ว  ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีธุรกิจรองรับ  ราคาขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรเป็นหลัก  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ประเมินหรือคาดการณ์ไม่ได้  จริงอยู่  มันมีโอกาสที่จะกำไรเป็นหลายสิบหรือแม้แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในเวลาอันสั้น  แต่ก็มีโอกาสเท่ากันที่จะตกลงมาเกิน 50% ในเวลาเท่า ๆ  กัน  ซึ่งผมไม่มีทางที่จะเล่นเลย  เพราะเวลาที่ผมลงทุนนั้น  ผมมักจะเลือกเล่นเฉพาะในเกมที่ผมมีโอกาสชนะอย่างต่ำ 70-80% ขึ้นไป—ในระยะยาว

ทองคำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยซื้อลงทุนเลย  เหตุผลก็เพราะว่าทองคำไม่มีพื้นฐานที่เป็นธุรกิจ  มันไม่เคยมีปันผลให้  มันไม่เคยเติบโต  ราคาของมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์บางอย่างของโลก  เช่น  สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และสงคราม  แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินของประเทศต่าง ๆ  และจากประวัติศาสตร์ระยะยาวมากนั้นบอกว่ามันให้ผลตอบแทนประมาณพอ ๆ  กับอัตราเงินเฟ้อของโลกที่ประมาณ 3% ต่อปี

ช่วงนี้โลกคงจะปั่นป่วนผิดปกติ  ราคาทองคำจึงปรับตัวขึ้นเร็วและสูงมากทำให้นักลงทุนแห่กันเข้ามาเล่นทองกันมากมาย  ทำให้ผลตอบแทนของทองคำ  แม้มองย้อนหลังไป 20 ปีหรือมากกว่านั้นสูงกว่า 3-4% มาก  ว่าที่จริงเฉพาะปี 2568   ราคาทองคำปรับขึ้นไปถึง 70%  อย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครรู้ว่ามันจะปรับขึ้นต่อในปี 2569 หรือไม่  โอกาสเป็นไปได้มากกว่าที่มันจะปรับตัวลงมาอย่างแรงเพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวลดลงมาจนเหลือ 3-4% มากกว่า  

ดังนั้น  ไม่ว่าใครคิดอยากลงทุนในทองคำมากแค่ไหน  ผมเองก็จะยังไม่ลงทุนในทองคำต่อไป  ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ขึ้นไปสูงมาก  ความเสี่ยงที่เราจะเข้าไปลงทุนในตอนนั้นก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย  ว่าที่จริง  เวลาที่ราคาทองคำขึ้นสูงมากนั้น  สั้นมาก  แต่เวลาที่ทองคำมีราคาอยู่นิ่ง ๆ  นั้น  ยาวกว่ามาก  และนั่นก็รวมถึงโลหะเงินที่ขึ้นไปแรงและสูงยิ่งกว่าทองคำในเวลาที่สั้นยิ่งกว่า  ที่ผมก็จะไม่ซื้อลงทุนเช่นเดียวกัน

นอกจากเรื่องของตัวหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ  ที่ผมจะไม่ลงทุนแล้ว  ในการลงทุนผมจะไม่ใช้เงินกู้หรือมาร์จินในการซื้อหลักทรัพย์ด้วย  ผมคิดว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่ราคาของหลักทรัพย์มีความผันผวนสูง  และยังมีความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องที่อาจไม่สามารถขายได้ในจำนวนมากเท่าที่ต้องการ  ในขณะที่เงินกู้หรือมาร์จินนั้นอาจจะมีเวลาจำกัดและถูกเรียกคืนได้  แถมตลอดเวลาอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย  และถ้าเกิดสถานการณ์ดังกล่าวที่หลักทรัพย์ตกลงมาชั่วคราวและเราต้องถูกบังคับขายเพื่อนำเงินมาคืน  ก็อาจจะเกิด “หายนะ” ได้

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ผมเห็นว่าโอกาสทำกำไรโดยการกู้เงินหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้นตัวหนึ่ง  คิดเป็นเงินประมาณ 10% ของพอร์ตในขณะนั้น  ผมจึงทำ  และก็ทำกำไรได้เพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นตามคาดและผมก็ขายหุ้นไป  แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ตกกลับลงมาอีก  และผมก็คิดว่าผม “โชคดี” ได้เงิน “กินขนมก้อนโต”  แต่ในใจก็คิดว่าต่อไปจะไม่ทำอีก  เพราะระหว่างที่มี “หนี้” ก้อนนั้น  ความกังวลก็เกิดตลอดเวลา  ไม่คุ้มเลย  และก็บอกตนเองว่าจะไม่กู้เงินลงทุนอีก

สรุปก็คือ  สิ่งที่ผมจะไม่ทำในการลงทุนก็คือ  ไม่ลงทุนในหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลที่ไม่ดี  ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ  ไม่ลงทุนในหุ้น IPO  ไม่ลงทุนในหุ้นสตาร์ทอับ  หรือหุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ไม่ลงทุนในหุ้นกู้โดยเฉพาะที่มีเรทติ้งต่ำกว่า A  ไม่ลงทุนในเหรียญดิจิทัลเช่น บิตคอยน์  และทองคำ ที่ไม่มีกระแสเงินสด  ไม่โต และไม่สามารถประเมินมูลค่าได้  นอกจากนั้นก็ไม่กู้เงินหรือใช้มาร์จินมาลงทุน  ทั้งหมดนั้นก็คงไม่ 100% ในบางเรื่องอาจจะมีข้อยกเว้นได้    


🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com