โลกในมุมมองของ Value Investor 3 มกราคม 2569
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ช่วงนี้เป็นเทศกาลหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในระยะหลัง ๆ นี้ก็จะมีการใช้วลีที่จะดึงดูดคนให้ลงคะแนนให้พรรคของตนเองแทนที่จะลงให้คู่แข่งต่าง ๆ นานา และรอบนี้ก็มีคำว่า “มีเทา ไม่มี
เรา” เพื่อที่จะบอกว่า ถ้าเลือกเรา พรรคเราจะไม่ร่วมกับพรรคที่มีเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใส เป็นแนวโกงแม้ว่ายังไม่ได้ถูกจับหรือยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดจากผู้รักษากฎหมายและศาล
ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมเองก็มีความคิดแบบนี้อยู่ในใจตลอดเวลาว่า ผมจะไม่ร่วมหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์หรือลงทุนอะไรที่ผมคิดว่าไม่โปร่งใสหรือไม่ดีหรือไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะกับเราเพราะเราไม่เข้าใจว่าจะเลือกอย่างไรถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีได้
แน่นอนว่าในความเป็นจริง มีข้อยกเว้นเสมอ ในทางการเมือง หลังจากเลือกตั้งเสร็จ พรรคที่ใช้คำว่ามีเทา ไม่มีเรา อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะอยากเป็นรัฐบาล ก็จะหาเหตุผลใหม่มาพูดว่าน่าจะร่วมกันได้ ยอมรับได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มีการตั้ง “เงื่อนไข” และตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย
เช่นเดียวกัน ผมมีหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” คือไม่โปร่งใส หรือมีหลักทรัพย์บางอย่างที่ผมตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งหรือเข้าไปลงทุนแน่นอนเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม แต่บางครั้งก็มีข้อยกเว้นที่ผมเข้าไปทำ อาจจะเพราะอยากทำกำไรที่ “เห็นอยู่ชัด ๆ” ว่าคุ้มค่า และไม่เสี่ยงมาก รวมทั้งในกรณีที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” นั้น อาจจะ “ไม่เทามาก” หรือผม “คิดไปเอง” เป็นต้น
และต่อไปนี้ก็คือรายการสิ่งที่ผมจะไม่ทำหรือไม่ลงทุน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเทาไม่เทา แต่รวมถึงวิธีการลงทุนและหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่างที่ผมหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลที่ว่ามัน ไม่ดี อันตราย มีการเก็งกำไรมากเกินไป และความรู้ไม่พอ เป็นต้น
เรื่องแรกก็คือ “หุ้นสีเทา” หรือหุ้นที่มีการบริหารงานไม่โปร่งใส มีแนวโน้มที่จะโกงผู้ถือหุ้น มีการใช้ “วิศวกรรมการเงิน” เช่น การออกวอแร้นต์ การขายหุ้น PP ให้กับบุคคลโดยมีเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและในราคาที่ไม่ยุติธรรม มีการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นบริษัทอื่นแบบไม่มีเหตุผลและมีราคาที่ไม่เหมาะสม มีระบบหรือการลงบัญชีที่ไม่เรียบร้อย และที่สำคัญก็คือ ผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ถูกกล่าวโทษที่ร้ายแรงโดย กลต. เป็นต้น
หุ้นที่ผู้บริหารมีข่าววุ่นวายกับหุ้น เช่น ให้ข่าวเชียร์หุ้นเป็นประจำ ซื้อขายหุ้นตัวเองแทบจะตลอดเวลา สร้างสตอรี่ที่จะขยายงานและเทคโอเวอร์กิจการอื่น ๆ มากมาย เหล่านี้ก็เป็นหุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยง ผมคิดว่าคนที่ทำแบบนั้นมีโอกาสที่เขาจะไม่ซื่อ และใช้สิ่งเหล่านั้นหลอกให้คนเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อเขาจะได้รวยและขายหุ้นได้ราคาดีมากกว่าที่จะทำให้บริษัทมีผลงานดีขึ้น
หุ้นที่ไม่ใช่สีเทา แต่ผมมักจะหลีกเลี่ยงไม่ซื้อก็คือ หุ้น IPO ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อยากได้มากโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคัก เหตุผลของผมก็คือ ผมคิดว่าหุ้น IPO ส่วนใหญ่ถูกกำหนดราคาที่สูงเกินไป หรือ “It’s probably overpriced” ซึ่งทำให้ผมไม่จอง ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งราคาเข้าตลาดวันแรกสูงกว่าราคาจองมาก แต่หลังจากนั้น ราคาก็จะค่อย ๆ ตกลงมาตามพื้นฐานที่แท้จริง
ว่าที่จริง ถ้าดูจากสถิติว่าหุ้น IPO เข้าตลาดวันแรกมักจะมีราคาสูงกว่าราคา IPO มาก นักลงทุนควรจะจองหุ้น IPO ทุกตัวที่ได้รับการจัดสรร และในอดีตเมื่อตอนที่ผมเป็นนักลงทุนรายย่อยนั้น ผมก็จองหุ้น IPO ตลอด แต่ต่อมาเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้นแล้วและเรามีจิตใจแบบ “VI พันธุ์แท้” ที่ไม่ยอมรับ “การลงทุนแบบเก็งกำไร” แล้ว ผมก็เลิกจองหุ้น IPO ทุกตัว
ผมรู้ว่ามองในด้านผลตอบแทน ผมเสียโอกาสได้เงินแบบง่าย ๆ แต่ผมก็ไม่สนใจ ผมอยากรักษาหลักการว่า เราควรทำกำไรเฉพาะเมื่อเรา “คิดถูก” ในเชิงของ “มูลค่าที่แท้จริง” ไม่ใช่ได้กำไรเพราะ ได้รับการจัดสรรจากโบรกเกอร์หรือบริษัท เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เรามักจะได้รับหุ้นจองน้อยเพราะไม่ได้เทรดหุ้นเยอะ ได้กำไรมาก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรอยู่แล้ว
หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนทั้ง ๆ ที่มีคนแนะนำอยู่บ่อย ๆ ว่าดีและนักลงทุนรายใหญ่หน่อยก็มักสนใจที่จะลงทุนก็คือ หุ้นบริษัทที่ทำ Start up ซึ่งมักจะเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กที่เกือบทั้งหมดยังไม่มีกำไร รายได้ก็น้อยมาก แต่มีความคาดหวังสูงที่จะโตเร็วเพราะทำธุรกิจที่อาจจะใช้เทคโนโลยีสูงหรือมี Business Model ใหม่ แต่ผมดูว่าเสี่ยงเกินไป ดังนั้น ผมจึงหลีกเลี่ยงและแทบไม่เคยไปดูหรือไปประชุมเวลาที่เขาจะระดมทุนเลย
พวก Venture Capital หรือ Private Capital ที่ทำเป็นกองทุนรวม นำเงินไปลงทุนในกิจการบริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์ที่โตเร็วและมีศักยภาพจำนวนหลาย ๆ บริษัทเพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง และสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 20-25% ในเวลาประมาณ 5-7 หรือ ถึง 10 ปี ผมก็ไม่ลงทุนเลย ผมคิดว่าความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนดังกล่าวสูงมาก เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว คนที่ทำต้องหวังว่าจะได้บริษัทที่ดีสุดยอดแบบแจ็คพ็อตซัก 2-3 ตัวจาก 10 ตัวก็พอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ทั้งหมดและทำกำไรสูงมาก
ว่าที่จริงผมเคยลงทุนในกิจการหรือบริษัทเหล่านั้นมานานมากแล้ว ทั้งหมดขาดทุนโดยที่แทบไม่ต้องลุ้นเลย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่สนใจลงทุนในบริษัทนอกตลาดอีกเลย เพราะเข้าไปแล้ว มักจะถอนออกไม่ได้เลย รอวันเป็นศูนย์เท่านั้นเองถ้ากิจการไม่สำเร็จ
พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชนหรือแม้แต่บริษัทมหาชนนั้น ผมก็ไม่เคยลงทุนเลย เพราะทั้งหมดนั้น เมื่อลงทุนแล้วแทบจะขายต่อไม่ได้เลยเพราะสภาพคล่องมีไม่มาก ดังนั้น ผลตอบแทนก็ดูเหมือนจะถูกล็อกเอาไว้แล้วว่า ภายใน 3-7 ปีตามอายุของหุ้นกู้ เราจะได้รับผลตอบแทน เช่น 3-4% แน่นอน ซึ่งดูแล้วน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นสำหรับผม อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินส่วนตัวของภรรยาที่ผมช่วยลงทุนให้นั้น ผมก็เลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีคุณภาพสูงระดับเรท A ขึ้นไปตลอด ผมคิดว่าหุ้นกู้ไทยที่เรทต่ำกว่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก
Cryptocurrencies หรือเงินเหรียญคริปโต เช่น บิตคอยน์นั้น ผมไม่ลงทุนเลย ในความเห็นผมแล้ว ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีธุรกิจรองรับ ราคาขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ประเมินหรือคาดการณ์ไม่ได้ จริงอยู่ มันมีโอกาสที่จะกำไรเป็นหลายสิบหรือแม้แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในเวลาอันสั้น แต่ก็มีโอกาสเท่ากันที่จะตกลงมาเกิน 50% ในเวลาเท่า ๆ กัน ซึ่งผมไม่มีทางที่จะเล่นเลย เพราะเวลาที่ผมลงทุนนั้น ผมมักจะเลือกเล่นเฉพาะในเกมที่ผมมีโอกาสชนะอย่างต่ำ 70-80% ขึ้นไป—ในระยะยาว
ทองคำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยซื้อลงทุนเลย เหตุผลก็เพราะว่าทองคำไม่มีพื้นฐานที่เป็นธุรกิจ มันไม่เคยมีปันผลให้ มันไม่เคยเติบโต ราคาของมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์บางอย่างของโลก เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และสงคราม แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินของประเทศต่าง ๆ และจากประวัติศาสตร์ระยะยาวมากนั้นบอกว่ามันให้ผลตอบแทนประมาณพอ ๆ กับอัตราเงินเฟ้อของโลกที่ประมาณ 3% ต่อปี
ช่วงนี้โลกคงจะปั่นป่วนผิดปกติ ราคาทองคำจึงปรับตัวขึ้นเร็วและสูงมากทำให้นักลงทุนแห่กันเข้ามาเล่นทองกันมากมาย ทำให้ผลตอบแทนของทองคำ แม้มองย้อนหลังไป 20 ปีหรือมากกว่านั้นสูงกว่า 3-4% มาก ว่าที่จริงเฉพาะปี 2568 ราคาทองคำปรับขึ้นไปถึง 70% อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่ามันจะปรับขึ้นต่อในปี 2569 หรือไม่ โอกาสเป็นไปได้มากกว่าที่มันจะปรับตัวลงมาอย่างแรงเพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวลดลงมาจนเหลือ 3-4% มากกว่า
ดังนั้น ไม่ว่าใครคิดอยากลงทุนในทองคำมากแค่ไหน ผมเองก็จะยังไม่ลงทุนในทองคำต่อไป ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ขึ้นไปสูงมาก ความเสี่ยงที่เราจะเข้าไปลงทุนในตอนนั้นก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย ว่าที่จริง เวลาที่ราคาทองคำขึ้นสูงมากนั้น สั้นมาก แต่เวลาที่ทองคำมีราคาอยู่นิ่ง ๆ นั้น ยาวกว่ามาก และนั่นก็รวมถึงโลหะเงินที่ขึ้นไปแรงและสูงยิ่งกว่าทองคำในเวลาที่สั้นยิ่งกว่า ที่ผมก็จะไม่ซื้อลงทุนเช่นเดียวกัน
นอกจากเรื่องของตัวหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ผมจะไม่ลงทุนแล้ว ในการลงทุนผมจะไม่ใช้เงินกู้หรือมาร์จินในการซื้อหลักทรัพย์ด้วย ผมคิดว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่ราคาของหลักทรัพย์มีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องที่อาจไม่สามารถขายได้ในจำนวนมากเท่าที่ต้องการ ในขณะที่เงินกู้หรือมาร์จินนั้นอาจจะมีเวลาจำกัดและถูกเรียกคืนได้ แถมตลอดเวลาอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย และถ้าเกิดสถานการณ์ดังกล่าวที่หลักทรัพย์ตกลงมาชั่วคราวและเราต้องถูกบังคับขายเพื่อนำเงินมาคืน ก็อาจจะเกิด “หายนะ” ได้
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเห็นว่าโอกาสทำกำไรโดยการกู้เงินหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้นตัวหนึ่ง คิดเป็นเงินประมาณ 10% ของพอร์ตในขณะนั้น ผมจึงทำ และก็ทำกำไรได้เพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นตามคาดและผมก็ขายหุ้นไป แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ตกกลับลงมาอีก และผมก็คิดว่าผม “โชคดี” ได้เงิน “กินขนมก้อนโต” แต่ในใจก็คิดว่าต่อไปจะไม่ทำอีก เพราะระหว่างที่มี “หนี้” ก้อนนั้น ความกังวลก็เกิดตลอดเวลา ไม่คุ้มเลย และก็บอกตนเองว่าจะไม่กู้เงินลงทุนอีก
สรุปก็คือ สิ่งที่ผมจะไม่ทำในการลงทุนก็คือ ไม่ลงทุนในหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลที่ไม่ดี ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ ไม่ลงทุนในหุ้น IPO ไม่ลงทุนในหุ้นสตาร์ทอับ หรือหุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ลงทุนในหุ้นกู้โดยเฉพาะที่มีเรทติ้งต่ำกว่า A ไม่ลงทุนในเหรียญดิจิทัลเช่น บิตคอยน์ และทองคำ ที่ไม่มีกระแสเงินสด ไม่โต และไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ นอกจากนั้นก็ไม่กู้เงินหรือใช้มาร์จินมาลงทุน ทั้งหมดนั้นก็คงไม่ 100% ในบางเรื่องอาจจะมีข้อยกเว้นได้
🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com




















