ลงทุนท่ามกลางไฟแห่งสงคราม

0
305

ลกในมุมมองของ Value Investor       7 มีนาคม 2569

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ปั่นป่วน”  เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกาหลีและตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดตกลงไปเกิน 10% ภายในเวลา 2-3 วัน  นี่ทำให้เราควรมาดูว่าอนาคตหลังจากนี้  เช่น  อีกปีหนึ่งหรืออาจจะหลายปี  หุ้นน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อที่เราจะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ได้ถูกต้อง

ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ  ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร  ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ  การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง  และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ  มาก

ประวัติศาสตร์ก็คือ  ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม  ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ  “ตกใจ” ของนักลงทุน  เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ  การเงินและตลาดหุ้นมาก  เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง  ๆ  รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง  เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น  เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี 

ในสงครามโลกครั้งที่ 1  ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว  แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่  ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก  เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย  แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ  ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป

สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น  ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน  โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม  แต่หลังจากนั้น  ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945  ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25%  เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป

สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้  สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง  เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี  ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ  ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ  ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น  “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ

“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก  ในช่วงแรก  ดัชนีหุ้น S&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี  ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก  ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก  เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50%  แต่หลังจากนั้น  ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ  และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน

ข้อสรุปก็คือ  สงครามนั้น  มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ  ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย  ดังต่อไปนี้คือ

  1. สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ  หรืออาจจะไปทั่วโลก  เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ
  2. จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น  เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก  หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ทำให้น้ำมันประมาณ 20 ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้  ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า
  3. เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป  การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน  เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้
  4. มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ  เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า  การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายาก เป็นต้น

  ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง  แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง  โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้  นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ  กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว

ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ  สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่  สำหรับผมแล้ว  นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา  เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน  ตรงกันข้าม  ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ  ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น

ประเด็นต่อมาก็คือ  สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่  เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ  ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป

ในความเห็นของผมก็คือ  สงครามครั้งนี้เป็น  “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ  “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ  แต่อังกฤษไม่ยอม  และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน

ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ  ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ  และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ  ที่สนับสนุน  รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน

สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง  เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน  แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ  นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว  หลังจากนั้น  ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ”  แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ  สงครามยูเครน

ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ  และแน่นอน  ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน  เพราะในช่วงเร็ว ๆ  นี้  “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก  จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ  จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน   แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า  “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน

ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ  จะจบลงอย่างรวดเร็ว   แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ  อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?

คำตอบอย่างสั้น ๆ  ของผมก็คือ  ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย  เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ

หนึ่ง  ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน 2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน 3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ 4) สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ  เช่น  ทองคำ เป็นต้น  ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ  ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก  เช่น  สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น

นอกจากนั้น  ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ  อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ  และลงทุนในหลาย ๆ  ตลาดหรือทั่วโลก  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง”  ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้

🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com