เรารักวิกฤติ (โดยเฉพาะถ้ามีเงินสด)

0
291

โลกในมุมมองของ Value Investor  6 มิถุนายน  69

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมคงมีความรู้สึกโศกเศร้าถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกลงมาหนักซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเดือดร้อนและยากจนลง  ผมไม่ได้เชียร์ให้เกิดวิกฤติอย่างแน่นอน  ผมอยากจะให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นดีและคนมีความสุข  แต่ผมจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของโลกหรือประเทศไทย  ถ้ามันจะเกิด  มันก็ต้องเกิด  และมันก็จะต้องเกิดแน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีกไม่นาน  เพราะฉะนั้น  มาดูหรือมาคิดว่าโดยส่วนตัวเราจะเลี่ยงจากผลกระทบของมันได้แค่ไหน  และที่สำคัญ  มีทางที่จะได้ประโยชน์จากมันด้วยการลงทุนหรือไม่

จากประสบการณ์ของวอเร็น บัฟเฟตต์  คงต้องบอกว่า  เขา “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุน  เพราะความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขาหลายครั้งมาจาก  “วิกฤติ” ทั้งที่เกิดเฉพาะกับตัวหุ้นและวิกฤติตลาดหุ้นโดยรวม  ที่ทำให้หุ้นบางตัวที่มีพื้นฐาน  “ดีมาก”  มีราคาตกลงมาหนักขนาดเหลือไม่ถึง 50% จากราคาปกติ  ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก  บางทีขนาด “ครึ่งพอร์ต”  ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน  เมื่อวิกฤติผ่านไปแล้ว  หุ้นก็ฟื้นอย่างโดดเด่น  ทำให้เขาได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนสุดยอด

เขาเคยบอกว่า  “จงกลัวเมื่อคนกล้า  และกล้าเมื่อคนกลัว”  โดยเฉพาะจากวิกฤติ

มาดูประสบการณ์บางเรื่องที่สำคัญของบัฟเฟตต์ดู  เริ่มจาก  วิกฤติบริษัทหรือหุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสในปี 1964  ที่เกิดการโกงกรณี “เรื่องฉาวโฉ่น้ำมันสลัด” ที่เกิดในแผนกซื้อ-ขายสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท  ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงคือ  บริษัทจะขาดทุนหนัก  และทำให้เสียชื่อเสียงและอาจกระทบกับธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

หุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสตกลงมา 50%  แต่บัฟเฟตต์เข้าไปซื้ออย่างหนักด้วยเงินประมาณ 40% ของพอร์ตหลังจากที่ลงทุนเดินทางไปตรวจสอบในภาคสนามว่าคนยังใช้บัตรเครดิตและซื้อเช็คเดินทางที่อเมริกันเอ็กซเพรสเป็นผู้นำทิ้งขาดคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่นหรือเปล่า  ซึ่งก็พบว่า  คนยังใช้บริการ “เอเม็กซ์” ปกติ

ผลก็คือหุ้นเอเม็กซ์ฟื้นตัวและทำกำไรให้บัฟเฟตต์มหาศาล  กลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของบัฟเฟตต์ที่เขายังถือมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 60 ปี

วิกฤติตลาดหุ้นปี 1973-74  เป็นวิกฤติที่รุนแรงมาก  อเมริกากำลัง “แพ้สงครามเวียตนาม”  ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวิกฤติอานิสงค์จากสงครามอาหรับ-อิสราเอล  เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วเป็น 10% แต่เศรษฐกิจตกต่ำเป็น  “Stagflation”  คนรุ่นหนุ่มสาวหมดหวังในชีวิตทำตัวเป็น “ฮิบปี้” ที่ใช้ชีวิตแบบ “ไร้สาระ” ประท้วงรัฐบาล  ทั้งหมดทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตกลงมา 40-50% คนต่างก็หนีจากตลาดหุ้น

บัฟเฟตต์เห็นหุ้นวอชิงตันโพสต์  หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงสุดยอดที่ได้รับการยอมรับทั่วอเมริกาและในโลกราคาหุ้นตกลงมาเหลือน้อยมาก  และในเวลานั้น  สื่อก็เป็นสิ่งที่กำลังโตและมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ในยุคที่โลกเปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว  เขาทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญเข้าซื้อจนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และสนิทใกล้ชิดกับเจ้าของและเป็นที่ปรึกษาต่อมาอีกนานจนเธอเสียชีวิต

เงินลงทุน 10 ล้านเหรียญนั้น  ต่อมาเติบโตขึ้น 100 เท่าเป็น 1,000 ล้านเหรียญ  และกลายเป็น  “ตำนาน”  การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์อีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 19 ตุลาคมปี 1987 ตลาดหุ้นอเมริกาตกลงมาแรงที่สุดวันเดียวในประวัติศาสตร์    คือดัชนีดาวโจนส์ตกลงมา 22.6%  และต่อมาถูกเรียกว่า  “Black Monday” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นในขณะนั้น  “แพงเกินไป” และตลาดในช่วงนั้นเริ่มมีการซื้อ-ขายหุ้นด้วย “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” ที่อ้างว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตหุ้นได้  ซึ่งวันนั้นก็อาจจะเป็นวันที่โปรแกรมทั้งหลายต่างก็ทำงานพร้อมกันที่ตัดสินใจให้ขายหุ้นที่  “แพงเกินไป” หุ้นจึงตกเพราะแทบจะไม่มีคนซื้อเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรในวันนั้น

บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อหุ้นโคคา-โคลาในปี 1988-1989 เป็นจำนวนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากหลัง “วันจันทร์ทมิฬ” นั้น  โดยเหตุผลที่หุ้นโค๊กตกลงมาต่อเนื่องก็เพราะว่าบริษัทเติบโตช้าลง  การขยายกิจการไปต่างประเทศมีความไม่แน่นอนด้วย

แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าโค๊กเป็นยี่ห้อน้ำดำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและแทบเป็น “สัญลักษณ์ของอเมริกัน” เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมากและมีโอกาสที่จะขยายไปทั่วโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน

หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนมีมูลค่าเป็นหมื่น ๆ ล้านเหรียญและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจนถึงทุกวันนี้  เช่นเดียวกับที่กลายเป็นเครื่องดื่ม “ประจำตัว” ของบัฟเฟตต์ที่เขา  “ดื่มทุกวัน” แทนเป็ปซี่

กรณีสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การซื้อหุ้น Goldman Sachs ในช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2008 ของบัฟเฟตต์ด้วยเม็ดเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ  โดยที่เขาสามารถต่อรองเงื่อนไขที่ดีมาก  คือ  ซื้อเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 10%  และมีโอกาสที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญผ่านวอแร้นต์ที่กำหนดราคาแปลงสภาพแน่นอนในราคาต่ำมาก

และเหตุผลที่เขาได้ดีลดีมากก็เพราะว่าในยามวิกฤติรุนแรงที่ทำให้สถาบันการเงินใหญ่ ๆ  แทบทั้งหมด  “ล่มสลาย” อานิสงค์จากการล่มสลายของธนาคารเลย์แมนบราเธอร์และหุ้นกู้ซับไพร์ม  บัฟเฟตต์เป็น “คนเดียว” ที่มีเงินสดมหาศาลที่คนต่างก็เข้ามาหา  ในยามวิกฤตินั้นคนรู้ว่า  “บัฟเฟตต์คือพระเจ้า”

โกลด์แมนซาคส์ฟื้นเพราะเงินจากบัฟเฟตต์  บัฟเฟตต์ได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไรจากหุ้นนับเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ  และนั่นก็ทำให้คนเริ่มเข้าใจว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงถือเงินสดค่อนข้างมากตลอดเวลา  นั่นก็คือ  เขารอว่าจะมีบริษัทหรือหุ้นตัวไหนเกิด “วิกฤติ” ที่จำเป็นต้องใช้เงินรีบด่วน  หรือเขาจำเป็นต้องมีเงินทันทีเพื่อเข้าไป “ฉวยโอกาส” ในช่วง “เวลาทอง” ที่จะได้ “ของดี  ราคาถูกสุดยอด” เมื่อเกิด “วิกฤติ”

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองต่อเรื่องของ  “วิกฤติ” นั้น  คงต้องบอกว่าผมเอง  “รักวิกฤติ”  ในแง่ของการลงทุนเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์  ผมเชื่อคำพูดของบัฟเฟตต์ที่ว่า  ถ้าเราเป็นนักลงทุนตลอดชีวิต  คือเอาเงินมาซื้อหุ้นเรื่อย ๆ  ตลอดไปไม่มีการขาย  เราคงอยากซื้อหุ้นถูก ๆ คือตอนหุ้นตก    แต่หุ้นที่จะถูกมากที่เราจะซื้อได้นั้น  มักจะมาตอนวิกฤติ  ดังนั้น  เราควรจะชอบหรือรักวิกฤติ  เพราะวิกฤติทำให้เราได้ซื้อของดี  ราคาถูก  และนั่นก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนระยะยาวสูง  และอาจจะทำให้เรารวยได้

เรื่องแรกของผมก็คือ  สิ่งที่ผมพูดมาตลอด  นั่นก็คือ  ผมโชคดีที่เข้าตลาดหุ้นเต็มที่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่ตลาดตกลงมา 53% ในขณะที่ผมมีเงินสดที่เก็บออมไว้เต็มมือ  และผมลงทุนมันทั้งหมดในปีวิกฤติ  ในหุ้นที่ดีหรือดีมากในราคาที่ถูกมาก  แค่ปันผลก็แทบจะได้ปีละ 10% แล้ว  ผมไม่กลัววิกฤติเลย  ผมรักมัน

ย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของพอร์ตย้อนหลังซึ่งผมบันทึกไว้ตลอดจนถึงวันนี้และพบว่า  หลังจากปีวิกฤติปี 2540 คือปี 2541 ผลตอบแทนของผมดีเยี่ยมคือประมาณ 46%  อานิสงค์จากการได้ซื้อหุ้นที่ถูกมากเพราะเกิดวิกฤติ

หลังจากนั้นเพียง 3 ปี  ในปี 2543 หรือปี 2000 ตลาดหุ้นไทยก็เกิดวิกฤติอีกครั้ง  ตามตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดวิกฤติหุ้นไฮเท็ค  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา  44%  โดยที่นักลงทุนหรือสื่อแทบจะไม่สนใจเพราะแทบจะไม่มีใครลงทุนในหุ้น  การซื้อ-ขายหุ้นต่อวันเฉลี่ยแค่ 3-4,000 ล้านบาท

พอร์ตลงทุนของผมยังบวกที่ 22% เหตุผลคงเป็นเพราะว่ามีหุ้นแค่ประมาณ 10 กว่าตัวและหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง  ไม่ค่อยมีคนซื้อขายและเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานธุรกิจดีและยังดีขึ้นด้วย  และพอถึงปี 2544 หรือปีต่อไป  พอร์ตก็โตขึ้นถึง 71% ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นที่บวกขึ้นมา 13% หลังวิกฤติ

วิกฤติครั้งที่ 3 คือปี 2551 หรือปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา  ในปีนั้น  หรือว่าที่จริงตลอดมาตั้งแต่ปี 2543  ผมไม่เคยถือเงินสดเลย  พอเกิดวิกฤติ  พอร์ตผมจึงขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้  แต่ก็ขาดทุนแค่ 15% แต่ตลาดตกลงมาถึง 48% เพราะเกิดวิกฤติแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

หลังจากนั้น  ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นอย่างแรง  บวกถึง 63%  แต่พอร์ตผมกลับบวกถึง 141%  ผมรักวิกฤติ  แม้ว่าจะถูกกระทบบ้างแต่ “ฟ้าหลังฝน” นั้นสดใสยิ่งกว่า

ปีโควิด 2020  หรือ 2563 เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะ  “ล่มสลาย”  เพราะต้องปิดเมืองทั่วโลก กลับรอดพ้นไปได้โดยเฉพาะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่คนไม่ต้องออกจากบ้าน  มีการแจกเงินมหาศาลเพื่อให้คนมีเงินใช้ซื้อสินค้าจำเป็น  อย่างไรก็ตาม  เงินนั้น  จำนวนมากกลับถูกนำไปซื้อหุ้นโดยเฉพาะในอเมริกา  ทำให้หุ้นที่ตกลงมาแรงระดับ 30-40% เพราะ  “ตกใจ” ฟื้นขึ้นทันที  หุ้นไทยเองตกลงมา 8% เช่นเดียวกัน  พอร์ตผมลดลงที่ลบ 11%  แต่พอถึงปี 2564 พอร์ตผมก็ฟื้นตัว  โตขึ้น 21%

ผมรักวิกฤติ  แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งต่อไปมันจะเหมือนเดิมไหม  เพราะในระยะหลาย ๆ  ปีที่ผ่านมา  VI หรือการลงทุนแบบ VI เองก็ไม่เหมือนเดิม  โลกของการลงทุนอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ  ก็ได้  เพราะแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ในกว่าสิบปีที่ผ่านมา


🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com