โลกในมุมมองของ Value Investor 31 มกราคม 2569
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วง 2-3 มานี้คงต้องบอกว่า “สุดยอด” และเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน “ในประวัติศาสตร์” นั่นคือ ปี 2024 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 27% ปี 2025 เพิ่มขึ้น ประมาณ 65% และตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึง 31 มกราคม เป็นเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 13% ว่าที่จริง ราคาทองคำได้ขึ้นไปสูงสุด “ในประวัติศาสตร์” ที่ประมาณ 5,400 เหรียญเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 ซึ่งทำให้ตั้งแต่ต้นปีมาราคาขึ้นมาแล้วกว่า 25% ก่อนที่จะตกลงมาอย่างแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง “ในประวัติศาสตร์” ถึงเกือบ 10% ในวันเดียวและปิดที่ประมาณ 4,893 เหรียญต่อออนซ์ตอนสิ้นเดือนมกราคม 2569
นั่นทำให้ผมสนใจและคิดถึงเรื่องของทองคำอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน และแน่นอนว่าผมคิดถึงประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับทองคำย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก คือย้อนหลังไปประมาณอย่างน้อย 60 ปีที่แล้วในวันที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังเล็กและยากจน เช่นเดียวกับครอบครัวผมที่ยังยากจนมากยิ่งกว่าและอาศัยอยู่ในสลัมย่านทุ่งวัดดอนเขตยานนาวาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเขตสาธรที่เป็นย่านที่เจริญที่สุดเขตหนึ่งของกรุงเทพไปแล้ว
ในวันนั้น ทองคำคือสิ่งที่ “มีค่าสูงที่สุด” ของชาวบ้านและคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในท้องถิ่นที่ผมอยู่นั้น คนที่มีฐานะดีกว่าคนอื่นที่มักจะเป็นคนจนและมักจะเป็นผู้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหางานทำ ก็มักจะ “แสดงฐานะ” โดยการสวมใส่เครื่องแต่กายที่เป็นทองคำ เช่น สร้อยคอ กำไล และแหวนทองคำ ที่มีขนาดและน้ำหนักใหญ่คิดเป็น “บาททองคำ” เช่น สร้อยคอขนาด 5 บาท เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นที่ “เตะตา” คนทั่วไปโดยเฉพาะในตลาดสด เช่นเดียวกับ “โจร” ที่หลายครั้งเข้ามาฉกชิงวิ่งราวเป็นข่าวอยู่เนืองๆ
นอกจากการเป็นเครื่องโชว์หรืออวดรวยของคนแล้ว ทองคำยังเป็นสิ่ง “มีค่าสูง” ที่คนทั่วไปซื้อเก็บเป็นการ “ออม” เพื่อเอาไว้ใช้ในยามที่ “เงินขาดมือ” หรือต้องการเงินมากกว่าปกติเช่น ในช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ซื้อหนังสือเรียน และซื้อเสื้อผ้าใหม่สำหรับลูก เพราะในยามนั้น ระบบธนาคารยังไม่แพร่หลาย ว่าที่จริง แถวบ้านผมนั้น แทบไม่มีธนาคาร และถึงจะมีพ่อแม่ผมก็ไม่เคยมีบัญชีเงินฝากเลยตลอดชีวิต เพราะไม่เคยมีเงินเหลือเป็นเรื่องเป็นราว ช่วงต้น ๆ นั้น แทบจะเรียกว่า “หาเช้ากินค่ำ”
เวลามีเงินเหลือ เขาก็จะไปซื้อทองรูปพรรณเก็บ เวลาต้องการเงิน พวกเขาก็จะไป “โรงจำนำ” ที่เขาจะยืมเงินมาใช้โดยใช้ทองเป็นหลักประกัน ซึ่งก็จะได้เงินมาน่าจะประมาณ 60-70% ของราคาทอง และก็จะมีเวลาประมาณ 3-4 เดือนที่จะต้องไป “ไถ่ทอง” คืนมา ซึ่งในวันนั้นก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมไปด้วย แต่ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ไปไถ่ ก็จะ “ขาดจำนำ” โรงจำนำก็จะเอาทองไปขายเพื่อเอาเงินคืน และนี่ก็คือ “สถาบันการเงินหลัก” ของคนในยุคนั้น
ทองยังรักษาสถานะแห่งมูลค่าของมันได้เมื่อผมก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มและเป็นเป็นผู้ใหญ่ทำงานมีเงินเดือนแล้ว สังคมไทยที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้คนมีเงินมากขึ้นและเริ่มมีระบบธนาคารเป็นที่เก็บออมเงินและรักษาความมั่งคั่งอย่างแพร่หลายก็ไม่ได้ทำให้ความ “หลงใหล” ต่อทองลดลง ทองยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่ไม่เสื่อมคลายในจิตใจของผู้คน แม้ว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของคนเริ่มไม่ได้อยู่ที่ทองแล้ว แต่กลายเป็นบ้าน รถยนต์ และบริษัทธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นมากมายตามการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของไทย
เวลามีรายการชกมวยครั้งสำคัญที่คนติดตามชมกันมาก ก็แทบจะเป็นธรรมเนียมที่ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งก็มักจะรวมถึงธุรกิจจำนวนมาก ต่างก็จะมอบรางวัลเป็นสร้อยคอทองคำให้กับผู้ชนะ คิดแล้วเป็นจำนวนหลายสิบเส้นเต็มคอแทนที่จะให้เป็นเงินที่น่าจะได้อารมณ์น้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นักมวยก็ค้นพบว่าทองหลายเส้นเป็น “ของปลอม” ซึ่งก็มีส่วนทำให้ธรรมเนียมการมอบทองให้นักมวยค่อย ๆ จางหายไป
นอกจากในวงการกีฬาแล้ว ทองก็ยังถูกใช้ในการโปรโมตสินค้าของธุรกิจอยู่บ่อย ๆ เช่น เคยมีสินค้าเครื่องดื่มโฆษณา “เปิดฝาแจกทอง” ซึ่งทำให้สินค้า “ขายดีระเบิด” เพราะคนอยากได้ทอง คนอยากรวยและหวังจะได้ทองจากการซื้อสินค้าดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โอกาสที่จะเปิดฝาและได้ทองจริง ๆ นั้นต่ำมาก
ส่วนตัวผมเองนั้น แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนใจทองเลย และเคยซื้อทองเพียงครั้งเดียวในชีวิตตอนอายุประมาณ 23-24 ปี เมื่อเริ่มทำงานได้ซัก 2-3 ปีแล้ว นั่นก็คือการซื้อทองให้เป็นของขวัญวันเกิดสาวที่เริ่มไปจีบ น่าจะเป็นสร้อยข้อมือน้ำหนักซัก 1 บาททองคำซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างมีราคาสูง เมื่อมองย้อนหลังไป ราคาทองตอนนั้นคือประมาณบาทละ 1,379 บาท คิดเป็นประมาณเกือบ 1ใน 3 ของเงินเดือนของผมในขณะนั้น และนั่นก็คือเมื่อ 50 ปีมาแล้ว
สร้อยข้อมือในวันนั้น ถ้าถือจนถึงวันนี้ หรือก็คือเทียบกับราคาทอง 1 บาทในวันนี้ก็น่าจะมีราคาประมาณ 75,000 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 54 เท่า และคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 8.3% และนี่ก็เป็นผลตอบแทนที่เหลือเชื่อ เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลยและมีความเสี่ยงน้อยมาก เช่นเดียวกับที่แทบไม่มีต้นทุนในการเก็บรักษาเลย
ผมมาคิดดูว่า ถ้าหนุ่มอายุ 23 เริ่มทำงานและมีเงินเดือนและกำลังหาของขวัญไปจีบสาวแบบที่ผมทำเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดยการซื้อทอง 1 บาท เขาจะต้องจ่ายเงินถึง 75,000 บาท ซึ่งน่าจะหนักเกินกว่ารายได้ของเขามาก เพราะถ้าเขาทำงานในตำแหน่งวิศวกรแบบผม รายได้ต่อเดือนของเขาน่าจะประมาณ 40,000 บาท ก็เท่ากับว่าเขาจ่ายเงินค่าของขวัญที่เป็นทองเท่ากับ 1.8 เท่าของเงินเดือน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เขาคงไม่ทำอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทองมีค่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเดือนของคนทำงานในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา
นอกจากเทียบกับเงินเดือนแล้ว ลองมาดูว่าทองนั้นปรับค่าขึ้นมากแค่ไหน ลองมาดูว่าถ้าสมมุติว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราสามารถซื้อกองทุนอิงดัชนีหุ้นไทยได้ และก็ถือมันไว้จนถึงวันนี้ มูลค่าของกองทุนจะเป็นเท่าไร
ข้อมูลก็คือ ดัชนีหุ้นวันนั้นเท่ากับ 82.6 จุด เพราะตลาดหุ้นเพิ่งจะเปิดและตกลงมาจากจุดเริ่มต้นที่ 100 จุด มาถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 50 ปี ดัชนีถึงวันที่ 30 มกราคม 69 อยู่ที่ 1,326 จุด เท่ากับเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ 5.7% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเรายังได้ปันผลทุกปีด้วย และถ้าปันผลต่อปีเท่ากับประมาณ 2.6% ต่อปี การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา 50 ปี ก็จะเท่ากับผลตอบแทนที่ได้จากทองคือประมาณปีละ 8.3% แบบทบต้น และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นเองนั้น ก็เป็นที่ที่รักษาความมั่งคั่งและให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ แม้ว่าช่วงนี้ทองจะดีมาก ๆ และตลาดหุ้นจะแย่มาก ๆ แต่ระยะยาวแล้ว ทรัพย์สินทั้งสองอย่างนี้อาจจะดีไม่แพ้กัน
จุดเด่นของทองสำหรับผมก็คือ มันมีความมั่นคงสูงมากและสามารถทนทานต่อ “วิกฤติ” ที่รุนแรงได้แทบจะทุกรูปแบบรวมถึงสงครามใหญ่ระดับโลก และวิกฤติระดับประเทศที่อาจจะทำให้ค่าเงินล่มสลายอย่างที่เกิดขึ้นไม่น้อยในบางประเทศที่ล้มเหลวหรือเป็น “Fail State” เพราะสงครามกลางเมืองหรือรัฐบาลบริหารงานผิดพลาดและระบบไม่สามารถแก้ไขได้ ในวันแบบนั้น ทรัพย์สินอาจจะหมดค่า แต่ทองจะยังไม่หมดและอาจจะมีค่ามากขึ้น รวมถึงมันจะยังอยู่กับเราเสมอโดยเฉพาะถ้าเราถือเป็น “ทองแท่ง” ที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่ทองกระดาษหรือสัญญาที่ผูกกับราคาทอง
จุดอ่อนก็คือ ผมไม่สามารถที่จะเก็บทองได้มากอย่างมีนัยสำคัญต่อพอร์ตโดยรวมได้ เพราะความเสี่ยงอยู่ที่สถานที่เก็บซึ่งถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะเป็นตู้นิรภัยของธนาคาร ซึ่งก็มักจะมีขนาดจำกัด นอกจากนั้น การมีทองที่เป็นแท่งมากๆ ในจุดเดียว หากถูกโจรกรรมมันก็อาจจะหายไปได้โดยไม่สามารถติดตามได้เลย
ข้อสรุปโดยส่วนตัวผมก็คือ มีความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะคิดถึงการกระจายการลงทุนบางส่วนไปที่ทองแท่งหรือแม้แต่ “ทองกระดาษ” ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ในอัตราน่าจะไม่เกิน 5% ของพอร์ตโดยรวม โดยมีเหตุผลว่ามันจะเป็น “หลักประกัน” สุดท้าย ที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีทรัพย์สมบัติที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีเพราะมีสภาพคล่องสูงและสามารถเคลื่อนย้ายหลบหลีกจากภัยพิบัติได้ง่าย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นหลักประกันที่ “ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน” ไม่ว่า “กรมธรรม์” จะอยู่กี่ปี เพราะทองคำนั้นแทบจะไม่เคยลดค่าในระยะยาว และว่าที่จริงในอดีตที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเลย
เพราะว่า ทองคำนั้น เลอค่า-ชั่วนิรันดร์
🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com




















