เจนเซ่น หวง VS อีลอน มัสก์

0
55

โลกในมุมมองของ Value Investor   13 มิถุนายน 69

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกธุรกิจนาทีนี้ไม่มีใครจะประสบความสำเร็จและดังเท่ากับอีลอน มัสก์และเจนเซ่น หวง  มาดูและเปรียบเทียบกันว่าทั้งสองคนเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เจนเซ่น หวง เป็นผู้ก่อตั้งและสร้างบริษัท NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ที่ทำให้  AI มีความฉลาด  มีความสามารถสูงและสามารถทำอะไรต่าง ๆ  ได้ดีมากและจะดีเหนือกว่ามนุษย์ในที่สุดในเวลาอีกไม่นาน  เอ็นวิเดียจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ AI ต้องใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ดังนั้น  บริษัทนี้จึงเติบโตและทำกำไรได้มหาศาลต่อไปอีกนาน  และนั่นทำให้หุ้น NVDA มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. สูงที่สุดในโลกที่กว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเสียยิ่งกว่า GDP ของเยอรมันที่เป็นอันดับ 3 ของโลก  เสียอีก  มองแบบหยาบ ๆ  ถ้าบริษัทก็คล้าย ๆ  ประเทศที่ผลิตสินค้าขายให้คนอื่นเอาไปใช้  เอ็นวิเดียก็เป็นประเทศที่ใหญ่กว่าและมีความสำคัญกว่าเยอรมันแล้ว

อีลอน มัสก์  เป็นผู้ประกอบการและเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทหลายแห่งที่ผลิตสินค้าที่  “ปฎิวัติโลก” เป็นสินค้าใหม่ที่ “ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” เช่น  รถไฟฟ้าเทสลา  บริษัทยิงจรวดสู่อวกาศ SpaceX ที่ส่งดาวเทียมเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือจากอวกาศและอื่น ๆ  รวมถึงสัญญาว่าวันหนึ่งจะขนส่งมนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคาร  เป็นต้น  และนั่นส่งผลให้หุ้นเหล่านั้นมีค่าสูงลิ่วเกือบทุกตัว  และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก  โดยมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญ หรือ 33 ล้านล้านบาทไทย  มากกว่าเจนเซ่น หวง ที่รวยติดอันดับโลกเหมือนกันที่ประมาณ  5.7 ล้านล้านบาท

ทั้งเจนเซ่น หวง และอีลอน มัสก์ ต่างก็เรียนจบทางสายวิยาศาสตร์และน่าจะเรียนเก่งมากทั้งคู่ โดยเจนเซ่น หวง จบปริญญาโททางด้านวิศวไฟฟ้าจากแสตนฟอร์ด  ส่วนอีลอน มัสก์ จบทางด้านฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Pennsylvania หรือ “U of Penn” ที่โด่งดังโดยเฉพาะในสาขาทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน

ทั้งคู่ต่างก็เป็น  “ผู้อพยพ” เข้ามาอยู่ในอเมริกา  โดยที่เจนเซ่น หวงนั้น  เป็นเด็กจีนจากใต้หวันที่เดิมพ่อแม่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยก่อน  แต่เนื่องจากประเทศไทยเกิด “เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516” ซึ่งเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์และ “โลกเสรี” ในประเทศไทย  ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่อเมริกา

อีลอน มัสก์เป็นคนอาฟริกาใต้ที่ “บ้านแตก” เขา “หนี” พ่อไปอยู่กับแม่ที่หย่ากันที่แคนาดาตอนเป็นวัยรุ่น  และต่อมาก็ย้ายตัวเองไปเรียนและอยู่ต่อที่อเมริกา   อาจจะเพื่อที่จะ “ตามความฝัน” ของตนเอง

นิสัยหรือความเชื่อของเจนเซ่น หวง นั้นน่าจะแตกต่างจากอีลอน มัสก์ มากหรือตรงกันข้ามแบบ  “ตะวันออก-ตะวันตก”  นั่นคือ  เจนเซ่น หวงถูกเลี้ยงดูแบบจีน  คือรักการศึกษาเล่าเรียน  อย่างน้อยในโรงเรียน  มีวินัยสูง  ทำงานหนัก  ทำงานได้สมบูรณ์แบบ  ชีวิตไม่เคยเกเร  เขาทำงานในโรงงานเดิมและบริษัทเดิมโดยเฉพาะ เอ็นวิเดีย มานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยังเป็นบริษัทเล็กจนเติบใหญ่กลายเป็นบริษัทที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทางด้าน AI 

อีลอน มัสก์ นั้นเป็นแบบ “เด็กฝรั่ง” ทั่วไปที่ “อยากรู้อยากเห็น”  ชอบเรียนรู้แบบอิสระไม่เชื่อฟังครูและไม่ค่อยมี  “วินัย” หรือไม่อยู่ใน “กรอบ”  กล้าเสี่ยงกล้าลองผิดลองถูก  เขาเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตนเองตั้งแต่เด็ก  เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงและมักคิดถึงการแก้ปัญหาระดับโลกและการทำอุตสาหกรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์สูง  ดังนั้น  เขาจึงทำอะไรหลาย ๆ  อย่างที่ทั้งยากและอาศัยพลังใจและพลังกายสูงมากพร้อมกันอย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้  ในบางช่วงบางเวลา  เขาถึงกับต้อง “นอนที่โรงงาน” เพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเร่งงานหรือแก้ปัญหาเร่งด่วน

ความแตกต่างอีกเรื่องหนึ่งระหว่างเจนเซ่น หวง กับอีลอน มัสก์ ก็คือเรื่องของการ “กล้าเสี่ยง” ที่อีลอน มัสก์ ดูเหมือนว่าจะมีสูงกว่าเจนเซ่น หวง  เพราะเขากล้าทำในสิ่งที่อาจจะมีโอกาสล้มเหลวสูง  และถ้าล้มเหลวก็อาจจะทำให้เขาล้มละลายได้เลย  ตัวอย่างเช่น  ในช่วงหนึ่งที่เทสลายังไม่ประสบความสำเร็จนั้น  เขาแทบจะต้องทุ่มเงินส่วนตัวทั้งหมดและ “จำนำ” ทุกอย่างที่มีเพื่อนำเงินมาหล่อเลี้ยงไม่ให้บริษัทล้มละลาย  โชคดี  ที่เขารอดมาได้และบริษัทเริ่มประสบความสำเร็จในการผลิตและขายรถได้อย่างจริงจัง  ในขณะที่เจน เซ่น หวงนั้น สิ่งที่เขาเสี่ยงนั้น  ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ก่อตั้ง NVIDIA ในช่วงแรก ๆ  เท่านั้น  เพราะหลังจากนั้นธุรกิจก็ไปได้เรื่อย ๆ  และบริษัทก็เติบโตไปอย่างต่อเนื่องมั่นคงแม้ว่าจะไม่ได้โตระเบิดในช่วงแรกก่อนที่กระแสของ AI จะมา

ประเด็นสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของภาพพจน์และการสื่อสารกับสาธารณชนของ “ผู้ยิ่งใหญ่” ทั้งสอง  ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญมากและมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของบริษัทเป็นอย่างมาก  เหตุก็เพราะบริษัทสร้างและขายสินค้าหรือบริการที่เป็น “สิ่งใหม่ที่จะปฏิวัติโลก”  ภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของทุกคนตั้งแต่คู่ค้า  ลูกค้าซึ่งก็คือบุคคลธรรมดา  และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ  จะต้องมีความรู้สึกและความคิดที่ดีต่อเจ้าของและผู้นำของบริษัท

อีลอน มัสก์ นั้น  ภาพที่เป็นมาตลอดก็คือ  เขาเป็น  “อัจฉริยะ”  ทางด้านความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ  รวมถึงคุณสมบัติที่จะ  “ทำให้สำเร็จ” ในสิ่งที่คนทั่วไปรวมถึง “ผู้เชี่ยวชาญ” คิดว่าเป็นไปไม่ได้  ว่าที่จริงคนอื่นอาจจะไม่เคยคิดเลย  เช่น  การยิงจรวดแล้วเก็บตัวจรวดกลับมาใช้ใหม่แทนที่จะปล่อยมันตกทะเลไป เป็นต้น

ดังนั้น  คนทั่วไปรวมถึงคนชั้นนำในวงการต่าง ๆ  เฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างก็  “ซูฮก” หรือนับถือและเชื่อมั่นในตัวเขามาก  ไม่ว่าเขาจะ “โม้” อะไรมากน้อยแค่ไหน  คนก็เชื่อว่าเขาจะทำได้  ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาสามารถดึงพลังจากสังคมมหาศาลมาช่วยทำให้งานหรือความฝันของเขาสำเร็จได้ง่ายขึ้นมาก

ตัวอย่างล่าสุดก็คือ  การนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จและได้รับเงินจาก IPO มากที่สุดในประวัติศาสตร์คิดเป็นเงิน 7.5 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 2.5ล้านล้านบาท  ที่จะถูกนำไปสร้างโครงการต่าง ๆ “ในฝัน” ทั้ง ๆ  ที่ในความเป็นจริง  ธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบัน  บริษัทก็ยังแทบจะไม่มีกำไรเลย

เจนเซ่น หวงนั้น  เพิ่งจะดังมาไม่นานและหลังจากอีลอน มัสก์ มาก  แต่เขาก็ “สร้างตัวตน” มาตั้งแต่แรกโดยการ “สวมเสื้อหนังสีดำตัวเก่ง” ออกทุกงานจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  อาจจะคล้าย ๆ กับสตีฟ จ็อบส์ สมัยที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ที่แอปเปิลที่มักจะสวมเสื้อยืดคอเต่าสีน้ำตาลตลอดเวลา  สัญลักษณ์ของเจนเซ่น หวงที่ต้องการโชว์ก็คือ  เขาเป็น “วิศวกร” ที่คุมการผลิตชิพ AI ที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครสู้ได้และทุกคนต้องการ  และมันกำลังเปลี่ยนโลก  ภาพของเขาจะต้องเป็นคน “ติดดิน” คลุกคลีกับชั้นกลาง  ทำงานหนัก  กินข้าวบ้าน  และดื่มเหล้าสังสรรค์บ้างหลังเลิกงาน

ดังนั้น  ภาพที่ปรากฏเวลาเจนเซ่น หวง เดินทางไปติดต่อธุรกิจต่างประเทศ  เขาจะต้องชวนผู้นำของประเทศและนักธุรกิจคู่ค้าไป “หาอะไรกินในตลาด” หลังเสร็จประชุม  เขาไม่ไปนั่งในห้องติดแอร์แต่มักจะนั่งหน้าร้านและสั่งอาหารรวมถึงเหล้าเบียร์ท้องถิ่นมากินแบบเดียวกับคนในประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอเซียเหล่านั้น

ภาพเจนเซ่น หวง คู่กับผู้บริหารซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทล้านล้านบาทอย่างซัมซุงกลางตลาดนัดกลางกรุงโซลนั้น  ทำให้คนเกาหลีและแทบทุกประเทศในเอเชียต่างก็  “ร้องกรี๊ด” เพราะแทบจะไม่มีใครเคยเห็นว่า  คนที่ยิ่งใหญ่  เป็นเจ้าของบริษัทระดับโลก  และรวยขนาดนั้นจะมานั่งกินอาหารร่วมกับคนธรรมดา ๆ  อย่างเรา ๆ

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คนคิดว่า  เจนเซ่น หวง นั้น  เขาก็เคยเป็นแบบเดียวกับเรา  ตอนนี้เขาประสบความสำเร็จสุดยอด  แต่เขาไม่ได้เปลี่ยนไป  ยังเป็นพวกเราเสมอ  ไม่เคยลืมตัวตนและใช้ชีวิตอย่างเดิมที่น่ายกย่อง  ซึ่งสำหรับผมแล้ว  นาทีนี้  เจนเซ่น หวง มีสถานะใกล้เคียงกับ อีลอน มัสก์ ในแง่ของภาพพจน์ที่ดีโดยเฉพาะสำหรับคนในเอเชียซึ่งก็เป็นตลาดสำคัญของโลกในยุค AI

ชีวิตและความสำเร็จของเจนเซ่น หวง และอีลอน มัสก์ นั้นเป็นกระจกเงาบอกผมหรือทำให้ผมคิดไปถึงประเด็นที่คนพูดและเถียงกันมากในระยะหลังนี้ว่า  ระหว่างจีน กับ สหรัฐอเมริกา  ใครจะ “ชนะ” ในสงครามชิงความยิ่งใหญ่ของโลก  ซึ่งนั่นก็จะส่งผลต่อไปถึงประเด็นว่า เศรษฐกิจไหนจะใหญ่กว่ากันในอนาคต  ซึ่งนั่นก็ไม่พ้นเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี   และตลาดหุ้นของประเทศไหนจะโตกว่ากันในอีกหลายปีหรือหลายสิบปีหลังจากนี้

ผมเองก็ไม่แน่ใจ  ผมรู้แต่เพียงว่า  จีนนั้น  เก่งทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม  ผลิตสินค้าได้ดีและถูกมาก  อะไรที่เป็นเรื่องของการผลิต  เช่น  หุ่นยนต์หรือรถไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไม้สอยไฮเท็ค  จีนน่าจะชนะแน่นอน  ดูเจนเซ่น หวง  เป็นตัวอย่าง  เพราะเขาเป็นคนจีน  และในเมืองจีนนั้น  คนที่คล้าย ๆ  เจนเซ่น หวง  น่าจะมีมากมาย

ส่วนอเมริกานั้น  ความแข็งแกร่งอยู่ที่การเป็นประเทศที่คนเก่ง ๆ และฉลาดมากจากทั่วโลกรวมถึงคนจีนอยากเข้าไปอยู่  จริง ๆ  คนที่ไม่เก่งและไม่ฉลาดก็อยากเข้าไปอยู่  เพราะมันเป็นประเทศแห่งเสรีภาพและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถคิดและทำตาม  “ความฝัน”  ของตนเองได้  และคนอย่างอีลอน มัสก์ก็คือคนหนึ่ง  เช่นเดียวกับเจนเซ่น หวง ที่ได้ใช้โอกาสนั้นในอเมริกา

เราคงต้องรอดูต่อไปว่า  ระหว่างประเทศที่คนเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบอย่างจีน  และประเทศที่เปิดโอกาสให้คนช่างฝันทั่วโลกเข้าไปอยู่อาศัยอย่างอเมริกา ใครจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว  นาทีนี้  สหรัฐดูเหมือนว่าจะชนะ  มองจากมูลค่าของตลาดหุ้น  อย่างไรก็ตาม  การที่ทรัมป์พยายาม  “ปิดประเทศ” บางส่วน  อาจจะทำให้อเมริกาแพ้ได้


🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com