ลงทุนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

0
236

โลกในมุมมองของ Value Investor   21 กุมภาพันธ์ 69

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้  เป็นเวลาเพียงเดือนกว่า  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ปรับตัวขึ้นมาประมาณ  17% เข้าไปแล้ว  และเป็นผลตอบแทนที่สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่งในปีนี้  ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนแทบจะ “รั้งท้าย” และติดลบไปถึง 10% ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนในระดับบวก 20% และทองคำให้ผลตอบแทนถึง 75%

นั่นทำให้นักลงทุนหลายคนมีความสุขมากขนาดที่ต้องครางออกมาว่า  “ทนรวยไม่ไหวแล้ว”  ทั้ง ๆ  ที่เมื่อไม่นานมานี้ยังโศกเศร้าหมดหวังและจำนวนมาก “เลิก” เล่นหุ้นไปเลย   เพราะ  “ทนจนไม่ไหวแล้ว”  หุ้น  “เน่า” มา 3 ปีติดต่อกัน  ตลาดหุ้นไทย “ไม่มีอนาคต” หันไปลงทุนหุ้นนอกดีกว่า  หรือไม่ก็ “เล่นทอง” ไปเลย

ผม  ในฐานะที่ลงทุนมานานติดต่อกัน 30 ปี  และเงินหรือความมั่งคั่งส่วนใหญ่เกิน 80% อยู่ในหุ้นตลอดเวลา  และก็แน่นอนว่าผ่านสถานการณ์ที่ดีและเลวร้ายของตลาดหุ้นมานับครั้งไม่ถ้วน  มีความเห็นว่า  ครั้งนี้ก็เป็น  เหตุการณ์หรือเป็นวัฏจักรปกติอีกครั้งหนึ่ง

จริงอยู่  ผมดีใจที่หุ้นขึ้นมาแรงอย่าง “คาดไม่ถึง” เพราะผมคาดว่าหุ้นคงจะไปเรื่อย ๆ  อาจจะทั้งปี 2569 โตขึ้นซัก 10%  หลังจากที่แย่และติดลบมา 3 ปี ติดต่อกัน  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผม “สอน” ตัวเองมาตลอดว่า  “อย่าตั้งความคาดหวังสูง” ในการลงทุน  ว่าที่จริง  ผมบอกตัวเองเสมอว่า  ทุกเรื่องในชีวิต  “อย่าตั้งความคาดหวังสูง”  เพราะถ้าตั้งไว้สูง  เวลาพลาด  ซึ่งก็จะพลาดบ่อย  เราก็จะเสียใจ  แต่ถ้าตั้งความหวังไว้ต่ำ  โอกาสพลาดจะน้อยกว่า  โอกาสที่จะทำได้เกินความคาดหวังจะมีมาก  และนั่นจะทำให้เรา “มีความสุข” 

และนั่นก็นำมาสู่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ  เราจะลงทุนและใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขโดยไม่ต้องอาศัยสถานการณ์ที่ผันผวนตลอดเวลาที่ทำให้เกิดทุกข์  ทั้งในเรื่องของการลงทุนและการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก  นั่นก็คือ  ทั้งการลงทุนและการใช้ชีวิตนั้น  ต่างก็มีผลซึ่งกันและกัน

ลงทุนมากเกินไป   แต่ลงทุนไม่ดี ก็อาจจะขาดทุนยับเยิน  ชีวิตก็แย่หรือบางทีก็พัง  ใช้ชีวิตมากเกินไป  ไม่เหมาะสม  เช่น  ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  อาจมีความสุขในวันนี้  แต่เงินสะสมไม่มี  การลงทุนก็ทำไม่ได้  อนาคตก็ไม่มี  ชีวิตเป็นทุกข์ในยามเกษียณ   แนวทางที่ดีที่สุดก็คือ  ต้องบาล้านซ์ระหว่างการลงทุนกับการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

แนวทางใหญ่ ๆ  ที่ผมคิดว่าใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ในเรื่องของการลงทุนที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ณ. ช่วงเวลานี้ก็คือ  

ข้อแรก  หา “เงินต้น” มาลงทุนอย่างต่อเนื่องจนเกษียณ  อย่างน้อย 15% ของรายได้จากการทำงานในกรณีที่ยังต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีวิต

ข้อ 2  ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีของประเทศหรือเศรษฐกิจที่ยังเติบโตดีอยู่  ในกรณีที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับหุ้นหรือธุรกิจ  หรือไม่มีเวลาตามภาวะเศรษฐกิจหรือกิจการทั้งหลาย

ข้อ 3 กระจายการลงทุนไป  “ทั่วโลก” ในกรณีที่ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าประเทศไหนดี  ซึ่งเดี๋ยวนี้  ด้วยความก้าวหน้าของการลงทุน  มีเครื่องมือหรือหนทางที่จะลงทุนตามที่เราต้องการเสมอแม้ว่าเราจะเป็น  “รายย่อยมาก ๆ” 

ข้อ 4 การซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรบ้าง  หรือลงทุนในทรัพย์สินที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน เช่น  อาคารพาณิชย์ให้เช่าหรือพวก REIT ที่เป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์  เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  แต่อย่ามีมาก  ไม่ควรจะเกิน 10% ของพอร์ตทั้งหมดตลอดเวลา

ข้อ 5 ถ้าจะถือ “ทองแท่ง” เก็บไว้บ้าง  ไม่เกิน 5% ของพอร์ต  ในภาวะปัจจุบันผมคิดว่ายอมรับได้โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่มีความมั่งคั่งสูงและต้องการมีทรัพย์สิน “ชิ้นสุดท้าย” ที่จะเอาตัวรอดในภาวะที่โลกหรือประเทศเกิดภาวะ “วิกฤติสุดขีด” ที่อาจจะทำให้ไม่มีสินทรัพย์อะไรเหลือ ยกเว้นทอง

ในส่วนของแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนที่จะทำให้สบายใจและมีความสุขนั้น  เราจะต้องปรับจิตใจ  และอาจจะต้องเตือนใจตัวเองตลอดเวลาว่า

ข้อแรก  อย่าดูพอร์ตทุกวัน  เพราะพอร์ตจะขึ้นลงตลอดเวลา  พอร์ตขึ้นเราอาจจะมีความสุข  แต่เวลาพอร์ตลง  เราจะทุกข์  และความทุกข์นั้นจะมีผลกระทบมากกว่าความสุข  นอกจากนั้นก็จะเกิดความกังวล  เช่น  ตลาดหุ้นปิดแล้วเกิดเหตุการณ์ร้ายที่อเมริกา  พรุ่งนี้หุ้นไทยจะตกแค่ไหน?  นี่เป็นความทุกข์โดยที่เราไม่ควรต้องรับ  มันไม่ช่วยให้ลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้น  ดังนั้น  อย่าดูพอร์ตบ่อย  ผมเองอาจจะดูพอร์ตทุกอาทิตย์  แต่ผมไม่กังวล  ผมชินแล้ว  ผมไม่เคยต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงหรือเหตุการณ์ดี  ผมมักจะซื้อ-ขายหุ้นในยามที่ทุกอย่างเป็นปกติ  เพราะนั่นคือเวลาที่จะคิดแบบมีเหตุผลที่สุด

ข้อ 2  ปรับพอร์ตช้า ๆ  อย่างมากปีละ 2 หน  ที่จริงไม่ต้องปรับเลยยิ่งดี  ต้นทุนในการปรับปกติจะค่อนข้างสูง  ไม่ใช่แค่คอมมิชชั่นในการซื้อขายหุ้น   แต่เป็นส่วนต่างการซื้อ-ขาย  เพราะเวลาเราซื้อ  เราต้องจ่ายแพงขึ้นจากส่วนต่างราคาบิด-ออฟเฟอร์  และเวลาขาย  เราจะต้องขายถูกลง  นอกจากนั้น  การปรับพอร์ตบ่อย ๆ  แสดงว่า  เราเป็น “นักเทรด” คือคอยดูจังหวะว่าช่วงไหนหุ้นตัวไหนจะดีหรือไม่ดี  แทนที่จะเป็นการลงทุนตามพื้นฐานของธุรกิจ  ซึ่งจะมีความมั่นคงกว่า  และไม่ค่อยพลาดในระยะยาว

ข้อ 3 จำไว้ว่า  หุ้นตกและหุ้นขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ  นั้น  เป็นเรื่องธรรมดา  ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจเกินไป  เป้าหมายของการลงทุนคือ หุ้นขึ้นบวกปันผลที่เราได้รับในแต่ละปีรวมกันควรจะประมาณ 10% บวกลบ  แต่ถ้าปีไหนได้ 7% ขึ้นไป  ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้ว  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นทุกปี  แค่ 10 ปี  เงินก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวแล้วโดยที่เราแทบจะ  “ไม่ต้องทำอะไรเลย”

ข้อสุดท้าย  อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น  อย่าอิจฉาคนอื่นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า  เพราะเขาอาจจะทำไม่ได้ดีกว่าเราในระยะยาวก็ได้  หรือบางทีเขาก็อาจจะแค่คุยโม้โอ้อวด  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สถิติระยะยาวของการลงทุนบอกว่า  คนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนีนั้น  สามารถเอาชนะนักลงทุนที่เลือกหุ้นเอง  รวมถึง “เซียน” ที่คุยว่าแน่    พูดง่าย ๆ  ถ้าเอานักลงทุนที่เลือกหุ้นเองมา 100 คน  ไม่ว่าจะเป็นเซียนหุ้นมืออาชีพหรือคนที่แค่คุยว่าเก่ง  จะมีแค่ไม่เกิน 20 คนที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนี  และนี่ก็คือข้อมูลของตลาดหุ้นอเมริกาที่เชื่อถือได้

“การเปรียบเทียบ” นั้นคือสิ่งที่สร้างความทุกข์ที่ไม่จำเป็นในการลงทุนและการใช้ชีวิต

การใช้ชีวิตที่จะมีความสุขนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับการใช้เงินเป็นอย่างมาก  ผมให้ตัวเลขว่า  ความสุขจากการใช้ชีวิตนั้นมาจากการใช้เงิน  น่าจะประมาณไม่น้อยกว่า 80% แต่ไม่ใช่ว่าการใช้เงินยิ่งมากก็ยิ่งมีความสุข  ความสุขในหลาย ๆ  ด้านก็แทบไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินเพียงนิดเดียว  และต่อไปนี้ก็คือแนวทางการใช้ชีวิตที่จะมีความสุข

ข้อแรก  สำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้มาก  ใช้จ่ายจากรายได้หลังจากที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 15% แล้ว   แต่สำหรับคนที่มีรายได้สูง  ควรเก็บออม 30-40% ขึ้นไปเพื่อที่จะเร่งให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเร็วจนสามารถเกษียณได้ก่อนกำหนด

ข้อ 2 นอกจากของจำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว  ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ  พิจารณาถึงคุณภาพและราคาที่เหมาะสม  อย่าประหยัดเกินเหตุ  แต่ต้องไม่ฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเกินตัว

ข้อ 3 หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเพื่อ  “อวดสถานะ” ของตนเอง  นี่คือการใช้จ่ายที่ไม่คุ้มที่สุด  

การใช้ชีวิตที่มีความสุขในระยะยาวนั้น  ผมคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องที่ทำในชีวิตประจำวันตลอดเวลานั่นคือ

ข้อแรก  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ทุกวัน  และนี่ก็ไม่พ้นการเดินหรือวิ่ง  หรือออกกำลังกายหนัก ๆ  เช่น  เล่นกีฬาสัปดาห์ละซัก 2-3 ครั้ง  สุขภาพจะดีและชีวิตมีความสุขจากฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข

ข้อ 2 ดูแลเอาใจใส่ครอบครัว  ถ้าเป็นผู้ชายที่มีภรรยาก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี  สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ  การรับฟังและไม่โต้เถียง  อย่าติแต่ต้องชมในเรื่องต่าง ๆ  นี่จะทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่น  ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอ็อกซีโทซินหรือ “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ที่จะทำให้เรามีความสุข

ข้อ 3 ยึดหลักความ  “พอเพียง” ในการใช้ชีวิต  ทำอะไรไม่ต้องหวังมากหรือใช้เงินมาก  แต่อาศัยการ “ทบต้น” ความสำเร็จอย่างช้า ๆ  แต่มั่นคง  ซึ่งจะทำให้ชีวิตและการลงทุนของเราก้าวหน้าและเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนเราอาจจะรวยอย่างไม่คาดคิดเมื่อถึงวันเกษียณที่เราจะมีอิสระเสรีที่จะเลือกทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ  และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริง


   

🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com