หน้าแรก แท็ก ดร.นิเวศน์ #บทความ

แท็ก: ดร.นิเวศน์ #บทความ

หุ้นปูติน – รัสเซีย VS หุ้นโลก

0
โลกในมุมมองของ Value Investor    12 มีนาคม 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เรื่องเกี่ยวกับประเทศรัสเซียนั้นผมคิดว่าคนไทยรู้จักและสนใจค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจพอ ๆ กัน อย่างเกาหลีใต้  เหตุผลสำคัญอาจจะมาจากการที่รัสเซียอยู่ห่างจากประเทศไทยค่อนข้างมากและมีการติดต่อค้าขายน้อยและวัฒนธรรมของผู้คนแตกต่างกันมาก  เราแทบไม่เคยเห็นหรือใช้สินค้ารัสเซียไม่ต้องพูดถึงภาพยนตร์  ดารานักร้องที่มีชื่อเสียงหรือแม้แต่นักกีฬาที่โดดเด่นที่จะเป็นข่าวให้เราติดตามแบบประเทศที่ก้าวหน้าและ  “เปิด”  อย่างอเมริกา  ยุโรป  หรือเอเชีย  สิ่งที่เรารับรู้มากหน่อยเกี่ยวกับรัสเซียก็อาจจะเป็นเรื่องของนักท่องเที่ยวและชุมชนชาวรัสเซียโดยเฉพาะแถวพัทยาและที่เด่นที่สุดก็คือ “ผู้นำสูงสุด” ของรัสเซีย  คือ วลาดิมีร์ ปูติน...

สมรภูมิ(หุ้น)เวียดนาม

0
โลกในมุมมองของ Value Investor 13 พฤศจิกายน 2564 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ตั้งแต่เป็น VI “ผู้มุ่งมั่น” มาหลายสิบปี  เวลาผมคิดทำอะไรโดยเฉพาะที่เป็นเรื่องสำคัญหรือเป็น “ยุทธศาสตร์ของชีวิต” ที่ต้อง “ต่อสู้” เพื่อที่จะ “ชนะ” เช่นเรื่องของการลงทุนนั้น  ผมจะคิดคล้าย ๆ  กับว่าเรากำลัง “เข้าสู่สงคราม” ซึ่งจะต้องวางกลยุทธ์ที่ดีและถูกต้อง  เพราะนั่นจะทำให้เรามีโอกาส “ชนะ”...

กองทุน Super (Hi-Tech) Stock โดย Baillie Gifford

0
โลกในมุมมองของ Value Investor       30 ตุลาคม 64 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในช่วงที่หุ้นดิจิตอลและหุ้นไฮเท็คทั้งหลายโดยเฉพาะที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก “บูม” หนักจนอาจจะเป็น  “ฟองสบู่” นั้น  นักลงทุนทั่วโลกต่างก็สนใจที่จะลงทุนในหุ้นเหล่านั้น  แต่เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับธุรกิจและตัวหุ้นมีจำกัด  คนจำนวนมากจึงสนใจที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้อย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์  และกองทุนหรือคนที่เป็นผู้บริหารที่โดดเด่นที่สุดอย่างน้อย 2 รายก็ปรากฏขึ้น  หนึ่งในนั้นก็คือกองทุน  ARK Invest ซึ่งทำผลงานการลงทุนในหุ้นไฮเท็ค-เปลี่ยนโลกได้โดดเด่นโดยเฉพาะในปี...

ถึงคิวหุ้นอสังหาริมทรัพย์?

0
โลกในมุมมองของ Value Investor    22 ตุลาคม 64 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร การประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของแบ้งค์ชาติให้คนสามารถกู้เงินเต็ม 100% ของราคาบ้านได้จากเดิมที่กู้ได้ตั้งแต่ 70-90% ทำให้หุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการสร้างบ้านหรือคอนโดขายปรับตัวขึ้นกันจำนวนมากโดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่  ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่แทบจะเลิกสนใจในหุ้นกลุ่มนี้มานานมากแล้วเพราะมันเป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ “อิ่มตัว” ยอดขายทั้งอุตสาหกรรมน่าจะไม่เพิ่มมาหลายปีและน่าจะลดลงไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ ในอนาคต  บริษัทจดทะเบียนต่างก็มียอดขาย “เท่าเดิม” มาไม่น้อยกว่า...

เติบโตตลอดชีวิต

0
คนที่รับราชการหลายคนที่อายุครบ 60 ปี พอถึงวันที่ 30 กันยายน ก็จะต้องเกษียณอายุ  และถ้าไม่ได้มีกิจการหรือกิจกรรมอื่น ๆ  รองรับ  เขาก็มักจะไม่ต้องทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวอีกต่อไป  แต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะสามารถมีชีวิตต่อไปอย่างสะดวกสบายไม่ได้ลำบากอะไรนักเพราะมีรายได้จากบำเหน็จบำนาญหรือเงินก้อนโตจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่น่าจะเพียงพอที่จะใช้จ่ายไปตลอดชีวิต  อย่างไรก็ตาม  “ชีวิต” ในมิติหลาย ๆ  ด้านซึ่งรวมไปถึงความสุขหรือความก้าวหน้าที่ดำเนินมาตลอดหลายสิบปีก็อาจจะหยุดไปด้วย  ถ้าเป็นในสมัยก่อนที่อายุขัยของคนไทยยังไม่สูง  อายุ 60-70 ปีก็ตายแล้ว  การเกษียณสำหรับหลายคนก็คือการ “นับถอยหลัง” นี่เป็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า ...

2 พส. กับ Air War

0
โลกในมุมมองของ Value Investor   11 กันยายน 64 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ปรากฏการณ์พระ 2 รูปคือพระมหาไพรวัลย์กับพระมหาสมปอง ไลฟ์สดในเฟซบุค ที่มีผู้เข้าไปชมสดกว่า 2 แสนคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและก่อให้เกิด  “แรงกระเพื่อม” ไปในแวดวงสังคมและการเมืองเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  การโต้แย้งถึงความเหมาะสมของการ “สนทนาธรรม” ของพระสงฆ์ที่สังคมและการเมืองของฝ่าย  “อนุรักษ์นิยม”  เห็นว่าอาจจะไม่สำรวมพอเพราะเป็นการสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนานแทนที่จะเป็นเรื่องของการสอนธรรมะที่จะต้องจริงจังและเคร่งเครียด  ในขณะที่ฝ่ายคนที่เห็นด้วยนั้นมักเป็นคนรุ่นใหม่หรือฝ่าย “เสรีนิยม” ที่มองว่าวิธีการพูดคุยแบบนี้เป็นวิธีที่จะดึงคนในปัจจุบันที่อาจจะไม่สนใจฟังธรรมะแล้วโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นับวันจะเลิกสนใจในเรื่องของคำสอนทางศาสนามากขึ้นทุกที ...

สายย่อ ไม่รอเก้อ

0
จากบทสัมภาษณ์  FM 96.5 รู้ใช้เข้าใจเงินวันนี้อ.ดร.นิเวศน์ให้มุมมองต่อหุ้นเวียดนามวันนี้ว่า ถ้าดูภาพเล็กสถานการณ์อาจดูรุนแรง แต่ผมดูภาพใหญ่ ระยะยาว ภาพเล็กเหมือนกับคลื่นซัดเข้ามา แต่ว่าสุดท้ายมันจบที่ภาพใหญ่ ภาพใหญ่ของโควิดเป็นภาพระดับโลก ไม่สามารถแก้ได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง  ตอนนี้ระดับโลกอาจไม่ Peak แต่ Peak ในไทย (ในเวียดนาม)  ประเด็นตอนนี้คนหลีกเลี่ยงกันว่าจะไม่เป็นที่โหล่  ยังไงก็จบ แต่ถ้าจบช้าสุดจะ suffer หนักสุด ขากลับจะยาก  วันนี้ผมดูตลาดเวียดนามตกใจ ลงไป 3% ช่วงนี้ลงหนักมากเลย  เหลือ 1,200 กว่า...

ยุคสมัยของนักลงทุนไทย

0
โลกในมุมมองของ Value Investor      12 มิถุนายน 64 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ตั้งแต่ปี 2518 ที่มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา 46 ปี  Profile หรือคุณสมบัติโดยทั่วไปของนักลงทุนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  ส่วนตัวผมเองนั้น  แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มลงทุนอย่างจริงจังประมาณปี 2538-39 หรือ 26 ปีมาแล้วแต่ก็ได้เห็นและรับรู้ถึงความเป็นไปของนักลงทุนในตลาดหุ้นมาโดยตลอด  ส่วนหนึ่งเพราะเริ่มเข้าทำงานในแวดวงการเงินที่เกี่ยวกับ  “ตลาดทุน” ตั้งแต่ปี...

Fair Company at Wonderful Price

0
โลกในมุมมองของ Value Investor  12 ก.ย. 63 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ​เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวว่าบัฟเฟตต์ได้เข้าซื้อหุ้นในตลาดหุ้นของญี่ปุ่นพร้อมกัน 5 ตัวคือ หุ้นอิโตชู มารูเบนนี มิตซูบิชิ มิตซุยและสุมิโตโม ทั้ง 5 บริษัทเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการค้าของญี่ปุ่นที่ก่อตั้งมานานเฉลี่ยแล้วน่าจะเป็นหลัก100 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาเป็นประเทศสมัยใหม่จนถึงปัจจุบันที่กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วและเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก  ทั้งหมดนี้  แม้ว่าจะเป็นบริษัท  “ยุคเก่า” แต่ก็ยังเป็นบริษัท “ยักษ์ใหญ่” ที่มียอดขายมากกว่าปีละ 1 ล้านล้านบาท  และครอบคลุมการค้าขายระหว่างประเทศของญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดและก็ยังน่าจะเป็นอย่างนั้นต่อไปตราบที่ญี่ปุ่นยังเป็นเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ของโลกอยู่โดยที่เทคโนโลยี่ดิจิตอลไม่สามารถที่จะทำลายมันได้ ​ลักษณะการซื้อของบัฟเฟตต์ในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากที่เคยทำมาตลอดในชีวิตการลงทุนของเขานั่นก็คือ  เป็นการ “กวาดซื้อ” หุ้นหลาย ๆ  ตัวที่มีคุณสมบัติเกือบจะเหมือนกันหมดนั่นก็คือมันเป็นหุ้นที่ “ถูกมาก” และเป็น  “ตัวแทน” ของบริษัทหรือเศรษฐกิจญี่ปุ่น...

สัญญาณเศรษฐกิจถดถอย

0
โลกในมุมมองของ Value Investor          22 สิงหาคม 63 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เมื่อสองสามวันก่อนผมได้เริ่มขับรถส่วนตัวไปร่วมสังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มนักลงทุน VI ในช่วงเย็นอีกครั้งหลังจากหยุดกิจกรรมที่เคยทำทุกไตรมาศมานานนับสิบปีหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเมื่อ 5-6 เดือนก่อน  ผมเองไม่ได้ขับรถช่วงเย็นที่เป็นช่วงเร่งด่วนแบบนี้มานานแต่ก็จำได้ว่าในอดีตนั้น  เส้นทางที่ผมใช้คือทางด่วนที่ลงถนนพระราม 4 แถวคลองเตยแล้ววิ่งตรงไปทางกล้วยน้ำไทยนั้น  เป็นช่วงที่รถติดหนักมาก  แต่การขับรถครั้งนี้ปรากฏว่ารถกลับไม่ติดเลยแม้ว่าจำนวนรถอาจจะยังมากอยู่  ในความรู้สึกของผมก็คือ  หลังจากโควิด19ในประเทศไทยสงบลงและเราเปิดธุรกิจในประเทศเกือบทั้งหมดแล้ว  กิจกรรมของคนที่ต้องเดินทางประจำวันน้อยลงจนเห็นได้ชัดจากการจราจร จริงอยู่  บางคนอาจจะบ่นว่ารถกลับมา “ติดเหมือนเดิมแล้ว” แต่นั่นคงเป็นบางจุดหรือถนนบางสายและก็อาจจะเป็นบางช่วงเวลา  ตัวอย่างเช่นในวันหยุดยาวที่คนเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดในบางเส้นทาง  หรือในถนนบางสายเช่นแถวศรีนครินทร์ที่มีการสร้างรถไฟฟ้า เป็นต้น  แต่เส้นทางที่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นเส้นทางในศูนย์กลางของกรุงเทพ  ผมคิดว่ารถน้อยลงชัดเจน  ตัวอย่างที่ผมเห็นทุกวันก็คือถนนรางน้ำหน้าบ้านผมที่เคยเป็นแหล่งพักของนักท่องเที่ยวชาวจีน  ที่ตอนนี้ “โล่งตลอด”  นี่ก็เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าเศรษฐกิจของไทยกำลังถดถอยลง “อย่างแรง” จำนวนคนเดินห้างก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจกำลังซบเซา    หลายคนอาจจะเถียงว่าห้างใหญ่หลาย ๆ แห่งโดยเฉพาะที่อยู่ที่ “ขอบของกรุงเทพ” ที่ตนเองเดินประจำนั้น  คนก็กลับมา “เหมือนเดิม” แล้ว  หาที่จอดรถไม่ได้และ “คนแน่นยังกับแจกฟรี”  แต่นั่นก็อาจจะเป็น “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ห้างเหงามานานและก็อาจจะเป็นเฉพาะในวันหยุด  วันธรรมดาที่เขาไม่ได้ไปนั้นคนอาจจะว่างมาก   ผมเองเดินและจ่ายตลาดห้างหรูแถวสยามที่เป็นแหล่งสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างประเทศแทบทุกสัปดาห์  ผมยืนยันว่าห้างยังเหงามีคนเดินน้อยกว่าเดิมมาก ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ผมจ่ายสินค้าประจำวันนั้น  ในอดีตจะมีคิวจ่ายเงินยาว  เดี๋ยวนี้บางวันแทบไม่มีคิวเลย  นี่ก็เป็นสัญญาณว่าคนไทยน่าจะใช้จ่ายน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในสินค้าที่ไม่จำเป็นและ/หรือสินค้าที่ใช้จ่ายโดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ที่น่าประหลาดใจเล็กน้อยที่ผมเห็นก็คือ  สินค้าหรูหราและมีราคาสูงมากอย่างเช่น  ร้านที่ขายสินค้าเครื่องแต่งกาย“ซุปเปอร์แบรนด์” หลายร้านนั้นมีคน “เข้าคิว”  รอเข้าไปชมและซื้อสินค้าอย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนโควิด19 แล้ว ราคาสินค้าของร้านเหล่านี้ไม่ได้มีการ “ลดราคากระหน่ำ” เพื่อเรียกลูกค้า  ว่าที่จริงบางร้าน  “ขึ้นราคา” สินค้าที่เคยขายด้วยซ้ำ  นี่ทำให้ผมสรุปว่า  คนที่มีฐานะมั่งคั่งสูงในสังคมไทยนั้น  ไม่ได้ถูกกระทบมากจนต้องลดการใช้จ่ายลงเลย พวกเขาใช้จ่ายเหมือนเดิม  และตอนนี้เนื่องจากว่าไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้  เขาจึงใช้จ่ายในประเทศไทยแทน  และนี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในต่างประเทศ  ตัวอย่างเช่นในจีนที่ตอนนี้มีข่าวออกมาแล้วว่าสินค้าซุปเปอร์แบรนด์ขายดีขึ้นมากกว่าเดิมก่อนโควิด19 ด้วยซ้ำ นอกจากเรื่องของสินค้าเครื่องแต่งกายหรูแล้ว  บ้านหรูในช่วงหลังโควิดก็ดูเหมือนว่าจะขายดีขึ้นโดยเปรียบเทียบกับบ้านที่ขายคนส่วนใหญ่ทั่วไป  ว่าที่จริงแม้แต่ในช่วงที่ยังปิดเมืองกันอยู่ก็มีสัญญาณแล้วว่าคนมาดูและซื้อบ้านหรูมากขึ้น  นั่นแสดงว่าคน “ซุปเปอร์ริช” หรือคนรวยจัดนั้นไม่ได้ถูกระทบมากจากวิกฤติและยังซื้อสินค้าหรูและมีราคาแพงเหมือนเดิม  นี่ก็พอจะเห็นได้จากการที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านหรูทำผลงานในไตรมาศ 2ได้ดีกว่าบริษัทที่เน้นบ้านราคาต่ำหรือระดับกลางที่ถูกกระทบอย่างแรง บ้านมวลชนนั้นอาจจะขายได้น้อยลง  แต่ธุรกิจพวกวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างหลายแห่งอาจจะคุยว่ายอดขายไม่ตกในช่วงปิดโควิด  นี่อาจจะเป็นเรื่องจริง  แต่ก็ต้องระวังว่าสินค้าเหล่านี้มี Lag Time หรือเป็นสินค้าที่เมื่อเศรษฐกิจวิกฤติทันทีนั้น ความต้องการของสินค้ายังมีอยู่เหมือนเดิมเนื่องจากบ้านที่เริ่มสร้างแล้วก็จะต้องสร้างต่อไปจนจบถ้าเจ้าของยังมีกำลังอยู่  ผมเองก็กำลังสร้างเหมือนกันและพบว่างานก่อสร้างนั้นไม่เคยหยุดเลยในช่วงโควิด19  ดูเหมือนว่ามันจะเร็วขึ้นด้วยซ้ำเพราะคนงานไม่ขาดเหมือนในช่วงปกติ  สิ่งที่ต้องระวังก็คือ  หลังจากนี้เมื่องานเริ่มเสร็จ  และงานใหม่ก็ไม่เข้ามาเนื่องจากความต้องการบ้านหรืออาคารต่าง ๆ น้อยลง  ธุรกิจก่อสร้างก็อาจจะเห็นยอดขายหดตัวอย่างแรงได้ การตกต่ำลงของเศรษฐกิจนั้น  ผมคิดว่าสาเหตุหลักก็มาจากการที่ธุรกิจท่องเที่ยว  การเดินทางและกิจกรรมที่คนต้องเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกันต้องหยุดลงเกือบจะสิ้นเชิง  นั่นทำให้คนจำนวนมากนับล้าน ๆ คนต้องตกงานทันที  พวกเขาต้องลดการบริโภคลง  ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงไตรมาศ 2 และเราต่างก็คิดว่าหลังจากนั้นเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว  ไตรมาศ 2 น่าจะต่ำสุดและช่วงต่อจากนี้ความเจ็บปวดก็น่าจะน้อยลง  อย่างไรก็ตาม  ผมก็ค่อนข้างประหลาดใจเมื่อได้ข่าวว่าลูกสาวเพื่อนที่ทำงานเป็นแอร์โฮสเตทของสายการบินระดับท็อป ๆ ของโลกแห่งหนึ่งถูกปลดแบบ  “ฟ้าผ่า” หลังจากที่หยุดไม่ได้ทำงานมาหลายเดือนแล้วและกำลังหวังว่าจะกลับไปทำงานเนื่องจากสายการบินเริ่มจะกลับมาบินใหม่ในบางเส้นทาง  เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า  ในช่วงไตรมาศ 2 นั้น  บริษัทหรือธุรกิจบางแห่งก็ยังพยายามรักษาคนงานไว้  แต่พอถึงวันนี้เขาก็รับกับค่าใช้จ่ายไม่ไหวและต้องปลดคนออกไป  ช่วงเวลาเดียวกันรัฐบาลก็ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแก่คนจำนวนมากเดือนละ 5,000 บาทจนสิ้นเดือนสิงหาคม  ในอีกด้านหนึ่งแบ้งค์ชาติก็ยอมให้ลูกหนี้จำนวนมากพักการชำระเงินจนถึงเดือนกันยายน  ทั้งหมดนี้ถ้าไม่ได้รับการต่ออายุอะไรจะเกิดขึ้น?  ผมเองคิดว่าเศรษฐกิจคงไม่เลวร้ายลงกว่าไตรมาศ 2  แต่จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วผมก็ยังสงสัย กลับมาเรื่องของการลงทุนบ้าง  ในที่ประชุมสังสรรค์เพื่อน VI นั้น  ทุกครั้งเราก็จะมีการ  “เลือกหุ้น” ที่จะทำผลงานได้ดีใน 3 เดือนข้างหน้า  โดยที่ทุกคนจะต้องเลือกหุ้นที่ตนเองชอบ  ส่วนใหญ่ก็คนละ 2-3 ตัว  พอพบกันอีกในไตรมาศหน้าก็จะมาดูว่าใครได้ผลตอบแทนเท่าไร นี่ก็เป็นกิจกรรมเล่น ๆ ที่ไม่ได้ซีเรียสหรือแข่งขันอะไรกันแต่ทุกคนก็มักจะเลือกในสิ่งที่ตนเองลงทุนจริง ๆ  อยู่แล้ว  ผลการเลือกในครั้งนี้มีการเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากครั้งหลัง ๆ นั่นก็คือ  ในช่วงน่าจะ 2-3 ปีมาแล้ว  VI กลุ่มนี้มักจะเลือกหุ้นเวียตนามมากกว่าหุ้นไทย  หุ้นไทยที่ถูกเลือกนั้นน้อยลงมาก  ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาได้หันไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามมากขึ้น  บางคนโดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างชาตินั้นไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกแล้ว  แต่ในครั้งนี้ปรากฏว่าจำนวนหุ้นที่ถูกเลือกกลับกลายเป็นหุ้นไทยเป็นส่วนใหญ่  นี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าโควิดน่าจะทำให้หุ้นไทยบางกลุ่มหรือบางตัวมีความน่าสนใจมากขึ้นจน VI บางคนที่เคยทิ้งตลาดไปนั้นหันกลับมาลงทุนมากขึ้น ความสนใจในหุ้นของคนไทยเองนั้น  ผมคิดว่าเกิดขึ้นกับคนทั่วไปด้วยเห็นได้จากจำนวนนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดในช่วงโควิด19  นี่ก็เป็นอะไรที่แปลกเหมือนกัน  เหตุผลนั้นผมคิดว่า  ประการแรก  เป็นเพราะคนที่มีฐานะดีและมีเงินสดอยู่มากนั้นไม่ได้ถูกกระทบจากโควิด  พวกเขาคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นที่ตกลงมานั้นเป็นโอกาสงดงามที่จะทำกำไรอย่างง่าย ๆ  เมื่อเทียบกับการฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก  ประการต่อมาก็คือ  พวกเขาคิดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะถูกกระทบนั้น  น่าจะเกิดขึ้นครั้งเดียว  หลังวิกฤติแล้วทุกอย่างก็จะกลับมาภายใน 1-2 ปีหรืออย่างมากก็อาจจะ 3 ปี  เรื่องที่บริษัทจะ “ล่มสลาย” หรือล้มละลายไปนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สภาพคล่องในระบบการเงินของไทยยังมีเหลือล้น  ตราสารหนี้ที่ออกมาก็ยังมีคนต้องการอีกมาก   เมื่อโควิดผ่านไปและลูกค้ากลับมา  รายได้และกำไรของบริษัทก็จะกลับมา  “เหมือนเดิม”  และสุดท้ายก็คือ  ตลาดหุ้นต่างประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกานั้น  ดัชนีหุ้นกลับมาที่เดิมและสูงกว่าแล้ว  และผลประกอบการของบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มไฮเท็คนั้นก็เพิ่มขึ้นมาก  ดังนั้น  เขาเชื่อว่าในที่สุดบริษัทและหุ้นไทยก็จะต้องตามกันไป ข้อสรุปทั้งหมดของผมก็คือ  ภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อจากนี้น่าจะยังลำบากอยู่มาก โอกาสฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างช้า ๆ  แต่หุ้นที่ตกลงไปแรงมากกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเม็ดเงินของคนไทยและนักลงทุนไทยซึ่งยังมีเงินมากและไม่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก  อย่างไรก็ตาม  เมื่อความจริงเริ่มจะปรากฏออกมาเรื่อย ๆ  ก็อาจจะมีความเสี่ยงว่า  นักลงทุนจะเริ่มตระหนักและถอนเงินออก  และวันนั้นก็อาจจะเป็นวันที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาให้เหมาะสมกับพื้นฐานที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทย

MOST POPULAR