โลกในมุมมองของ Value Investor  25 พฤษภาคม 67

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

หลังจากข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2567 ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศหลัก ๆ ในกลุ่มอาเซียนถูกประกาศออกมาเมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมา  รัฐบาลและนักวิชาการไทยต่างก็รู้สึกตกใจและผิดหวังกับตัวเลขการเติบโตของ GDP ไทยที่ 1.5% และต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้  โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตสูงกว่ามาก  นอกจากนั้น  ตัวเลขนี้ก็เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการเติบโตในปีก่อนทั้งปีที่ 1.9% ด้วย  ในขณะที่ตัวเลขของประเทศอื่น ๆ  นั้นดูเหมือนว่ากำลังฟื้นตัวและการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่ามาก  และก็สูงใกล้เคียงกับช่วงปีก่อน

การเติบโตของ GDP เวียดนามนั้น  แม้ว่าจะลดลงจากระดับ 6% ปีที่แล้ว  ก็บวก 5.7% ในไตรมาส 1 ปีนี้  และเป็นระดับที่  “สูงที่สุด” ในอาเซียนเท่า ๆ กับฟิลิปปินส์   ส่วนอินโดนีเซียนั้นเติบโตรองลงมาที่ 5.1%  มาเลเซีย 4.2% และสิงคโปร์ก็ยังโต 2.7% ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ไม่เลวเมื่อคำนึงถึงว่าสิงคโปร์นั้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีรายได้ต่อหัวสูงเกือบที่สุดในโลกอยู่แล้ว   โดยที่ไทยอยู่ในอันดับสุดท้าย  ซึ่งก็เป็นอันดับที่ไทยได้มาหลายปีที่ผ่านมา

ตัวเลขการเติบโตของสหรัฐซึ่งเป็นตัวแทนของ “เศรษฐกิจโลก” และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดก็เติบโตถึง 3% ซึ่งก็ถือว่าเศรษฐกิจโลกนั้นไม่ได้ซบเซาหรือตกต่ำ  ที่จริงอาจจะต้องถือว่าเศรษฐกิจโลกค่อนข้างดีในไตรมาส 1 นี้  ยิ่งดูที่เศรษฐกิจจีนซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บอกว่ากำลังมีปัญหาเนื่องจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และทำ “สงครามการค้า” กับอเมริกา  แต่ก็ยังโตได้ 5.3% ซึ่งถึงแม้ว่าจะลดลงจากก่อนช่วงโควิด-19  แต่ก็ถือว่ามีการฟื้นตัวพอสมควรจากช่วงโควิดเช่นเดียวกับประเทศหลัก ๆ  ของอาเซียน 

ดังนั้น  การที่เศรษฐกิจไทยโตน้อยมากจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก  แต่น่าจะเป็นเรื่องของประเทศไทยและเศรษฐกิจของไทยเองมากกว่า  และปัญหาของไทยก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา “ชั่วคราว” ที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ในประเทศไทยในช่วงปีสองปีนี้  แต่อาจเป็นปัญหา “ถาวร” ที่จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ  ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไร  เพราะนั่นอาจจะเป็นปัญหาเชิง “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ที่ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตเร็วต่อไปได้  และในที่สุดอาจจะถดถอยลงไปด้วยซ้ำ  ว่าที่จริงเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นก็เติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 1.92% เท่านั้น

ปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตเร็วต่อไปได้นั้นน่าจะมีหลายอย่าง  แต่ตัวหลักน่าจะอยู่ที่โครงสร้างของประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว  ประชากรเกิดใหม่น้อยลงมาก  และระบบการศึกษาของไทยที่ไม่สามารถพัฒนาและตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลก  ลองมาดูว่ามีปัญหาอย่างไร

GDP หรือ Gross Domestic Products หรือผลผลิตมวลรวมในประเทศนั้น  พูดอย่างหยาบ ๆ  ก็คือ  มูลค่าการทำงานแล้วมีรายได้ของประชากรทั้งประเทศรวมกันในแต่ละปี  ถ้าประเทศมีประชากรทำงานมาก  เงินรายได้ก็มากตาม  วิธีที่จะทำให้รายได้เพิ่มที่สำคัญทางหนึ่งก็คือการเพิ่มขึ้นของคนทำงาน  ซึ่งถ้าประเทศมีเด็กที่เติบโตขึ้นมาและเริ่มทำงานได้มากกว่าคนที่เลิกทำงานเพราะอาจจะเกษียณหรือตาย  ก็จะทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่ม  มีการเติบโตของ GDP ในกรณีของไทยนั้นดูเหมือนว่าคนที่เกษียณและ/หรือตาย ตอนนี้จะมากกว่าคนที่เติบโตขึ้นมาและเริ่มทำงานในแต่ละปี  ผลก็คือ  GDP ก็จะลดลงและจะลดลงต่อไป

อีกทางหนึ่งที่จะทำให้รายได้เพิ่มก็คือ  การที่คนในประเทศมีรายได้เช่นเงินเดือนหรือกำไรจากการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น  ซึ่งนั่นก็คือมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น  GDP ก็จะเพิ่มขึ้น  และวิธีที่จะทำให้คนทำงานที่ให้ผลผลิตมากขึ้นในระยะยาวได้นั้น  ส่วนใหญ่ก็คือ  ให้การศึกษาที่ดีกับประชากรซึ่งจะทำให้สามารถทำงานที่ยากขึ้น  ใช้ทักษะที่สูงขึ้น  เช่น  เป็นหมอ  เป็นวิศวกร  เป็นนักการเงิน  หรือเป็นนักบริหารและทำธุรกิจเป็นต้น

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นก็คือ  ให้คนสามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและ/หรือใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ  ในการทำงานแทนที่ของเดิมที่อาจจะใช้แรงงานมากหรือใช้เทคโนโลยีรุ่นเก่าที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า  เป็นต้น  ด้วยวิธีนี้  ก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้มากขึ้น  ส่งผลให้ GDP เติบโตได้  แต่ทั้งการใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรทันสมัยนั้น  ก็ต้องอาศัยคนที่ได้รับการศึกษาที่ดีและทันสมัย

แต่ประเด็นที่ทำได้ยากก็คือ  คนทำงานของไทยนั้น  จำนวนมากเป็นคนรุ่นเก่าและมีการศึกษาที่ไม่สูงหรือไม่ดีนัก  จึงปรับตัวให้หันมาใช้เทคโนโลยีใหม่ได้ยาก  เช่นเดียวกับการที่อาจจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้ออุปกรณ์เครื่องมือมาใช้  ดังนั้น  การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจึงทำได้ยาก  ผลก็คือการเติบโตของ  GDP จากส่วนนี้ก็จะไม่มาก  และอาจจะไม่สามารถชดเชยจำนวนคนที่น้อยลงได้

เมื่อดูประกอบกัน  คือคนทำงานก็ไม่เพิ่มแถมจะลดลง  และโอกาสที่จะเพิ่มประชากรก็น้อยมากเพราะคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ค่อยยอมมีลูก   คนที่มีอยู่ก็ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้มากนักเพราะการศึกษาไม่ดีพอและการปรับตัวเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ก็ทำได้ยากเพราะอายุมาก  การที่คนทั้งประเทศจะสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะยากขึ้น  ดังนั้น  GDP ของไทยนับจากนี้คงไม่สามารถเติบโตได้เร็วเหมือนเดิมที่ครั้งหนึ่งเราโตถึงกว่า 10% ต่อปีเป็นเวลาถึง 2-3 ปีติดต่อกัน  และส่วนใหญ่ก็โตในระดับ 5-7% เป็นเวลายาวนาน  

มองไปข้างหน้าอีก 10 ปี  ผมคิดว่าการที่จะให้ GDP โตแม้ในระดับเพียงปีละ 3% ก็เป็นเรื่องที่ยาก  ผมคิดว่าโอกาสที่จะโตปีละ 2% โดยเฉลี่ยน่าจะสูงกว่า

จริงอยู่  รัฐบาลอาจจะบอกว่าเรา “กำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ที่จะสร้างรายได้ให้มากขึ้น  เช่น  การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไทยมีความสามารถและมีความได้เปรียบประเทศอื่นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า  แต่ภาพใหญ่ก็คือ  เราขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว  การดึงคนจากอุตสาหกรรมอื่นมาทำงานต้อนรับนักท่องเที่ยวก็อาจจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นไม่มากอย่างที่คิด  หรือพูดง่าย ๆ  GDP ที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้มากอย่างต้องการ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  รายได้จากการทำงานในภาคการท่องเที่ยวนั้นอาจจะไม่ได้สูงนัก

ไม่ว่าจะปรับทิศทางเศรษฐกิจไปทางไหน  สุดท้ายแล้วมันก็ต้องทำให้คนทำแล้วมีรายได้มากขึ้น  ซึ่งก็คือจะต้องเป็นงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นและใช้ทักษะสูงขึ้นซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องมีการศึกษาและมีทักษะที่สูงกว่าเดิม  นอกจากนั้น  ก็ต้องส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น

กลับมาดูที่ประเทศเพื่อนบ้าน  ประเทศที่มีคนเพิ่มมากขึ้นนั้น  รวมถึงฟิลิปปินส์ที่อาจจะไม่ค่อยคุมกำเนิดอาจจะเนื่องจากเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์คาทอลิค  อินโดนีเซียและมาเลเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม  ดังนั้น  การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในส่วนของการเพิ่มคนน่าจะมากพอสมควร   บวกกับการเพิ่มของประสิทธิภาพของคนที่ยังมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างน้อย  ก็น่าจะทำให้ 3 ประเทศนี้สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในอัตราล่าสุดต่อไปได้อีก 10 ปี

เวียตนาดนั้น  การเพิ่มของคนทำงานก็ยังมีมากพอสมควร  แต่การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพนั้นน่าจะค่อนข้างสูงอานิสงค์จากคุณภาพและการศึกษาของประชากรที่โดดเด่นเห็นได้จากผลการทดสอบ PISA Test ซึ่งเวียดนามทำได้เหนือกว่าทุกประเทศในอาเซียนยกเว้นสิงคโปร์  และการที่ประเทศสามารถดึงดูดบริษัทระดับโลกที่เข้าไปลงทุนทำอุตสาหกรรมที่ต้องการเทคโนโลยีสูงขึ้นต่างก็เข้าไปลงทุนในเวียดนามเพื่อการส่งออกไปในตลาดโลกได้มากกว่าประเทศอื่น ๆ  

ทั้งหมดนั้นทำให้ประเทศหลัก ๆ  ในอาเซียนยกเว้นไทยที่กล่าวถึงทั้งหมดนั้นน่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสูงเท่าเดิมต่อไปได้อีกอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งผลก็คือ  GDP ของเพื่อนบ้านของไทยก็จะโตอย่างรวดเร็วไล่กวดและทิ้งห่างไทยออกไปเรื่อย  โดยตัวเลขที่ผมลองคำนวณดูว่าถ้าเศรษฐกิจไทยยังโตต่อในระดับ 2% ต่อปี  ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ทุกประเทศโตต่อไปในระดับตั้งแต่ 2.7% ของสิงคโปร์ และสูงสุดของเวียดนามและฟิลิบปินส์ที่ 5.7% อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า?

แน่นอนว่าอินโดนีเซียจะยังคงเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและมีขนาด GDP ถึง 2.33ล้าน ๆ เหรียญสหรัฐ  แต่ที่น่าตกใจที่สุดก็คือ  ประเทศไทยที่เป็นประเทศ “ใหญ่ที่สุดอันดับสองในปัจจุบัน” ด้วยตัวเลข GDP ที่ 512,190 ล้านเหรียญสหรัฐ  จะกลายเป็นประเทศที่มีขนาด GDP “เล็กที่สุด” ที่ 624,356 ล้านเหรียญ  รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่ประมาณ 650,000 ล้านเหรียญที่ถือว่าเป็นประเทศขนาดเล็กในกลุ่มในแง่ของจำนวนประชากร  ส่วนฟิลิบปินส์กับเวียดนามจะแข่งกันเป็นอันดับสองที่ใกล้เคียงกันมากโดยมี GDP ในระดับ 750,000 ล้านเหรียญขึ้นไป

ในด้านของตลาดหุ้นนั้น  อีก 10 ปีข้างหน้าคงพูดยากว่าประเทศไหนจะให้ผลตอบแทนการลงทุนดีกว่ากัน   เนื่องจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นนั้น  ส่วนใหญ่แล้วขึ้นกับขนาดและคุณภาพของบริษัทที่จะต้องเติบโตและมีขนาดใหญ่ด้วย  ซึ่งในอีก 10 ปีก็มักจะต้องเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่แข่งขันได้  ซึ่งในกรณีนี้ผมคิดว่าคู่แข่งที่จะชิงความเป็นหนึ่งก็น่าจะเป็นเวียดนามกับอินโดนีเซีย


VVI Membership 1,990 บาท แบบทั่วไป
👉 https://class.vietnamvi.com/product/p1-membership-superstock/

👉 VVI Membership + Class 1-3
ราคา 2,980 บาทได้ 1 ปี (คุ้มกว่า)
https://class.vietnamvi.com/product/p4-triple-packs/