โลกในมุมมองของ Value Investor     27 มกราคม 2567

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เซียนหุ้นเกือบทุกคนน่าจะต้องมี  “เคล็ดลับ” ในการลงทุนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ  อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งก็จะต้องเป็นเวลาอย่างน้อยก็หลายปี  บางทีก็เป็น 10 ปี  ซึ่งก็ทำให้คนรับรู้และยอมรับว่าเป็น  “เซียน” 

และสิ่งที่คนทั่วไปสนใจก็คือ  พวกเขามี  “เคล็ดลับ” อะไรในการลงทุนที่คนไม่รู้และอยากจะรู้เพื่อที่จะได้ไปทำตามบ้าง  เพราะนั่นอาจจะทำให้รวยได้

“เซียน” ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าอะไรคือ “เคล็ดลับ” ของตนเอง  และมักจะมีความซับซ้อนน่าทึ่งแต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ถ้าฝึกฝนให้ดี  ทุ่มเทกับมัน  ให้เวลากับมัน  มีวินัยสูง  แล้วคุณก็จะ ทำได้  “ผมรวยและประสบความสำเร็จอย่างสูงได้  คุณก็ทำได้”  

แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่ “เซียน” ทำและอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่เซียนประสบความสำเร็จอย่างสูงกว่าคนอื่นนั้น  เซียนก็อาจจะไม่ได้บอกหมด  ตัวอย่างเช่น  การใช้ข้อมูลภายในที่ได้รับรู้มาจากคนในบริษัท  หรือการ “ปั่นหุ้น” โดยการปล่อยข่าวหรือการสร้างเรื่องที่ไม่จริงหรือไม่ถูกต้องให้กับคนที่มีความรู้และความเข้าใจน้อยให้เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นที่ถูก “ลากขึ้นไป” โชว์  เป็นต้น  และนั่นก็เป็น “เคล็ดลับจริง” ที่บอกไม่ได้

หน้าที่ของคนที่พยายามหา “เคล็ดลับ” ของ “เซียน” จึงต้องวิเคราะห์ให้ดีว่า  เซียนคนไหนใช้เคล็ดลับอะไรที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ  เป็นเคล็ดลับที่เขาใช้จริงหรือไม่  และเขาบอกหมดหรือเปล่า 

จากประสบการณ์ของผม  “เซียนตัวจริง” ที่เน้นลงทุนระยะยาวและอยู่ในตลาดมานานมากอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  ดูเหมือนว่าจะ  “ไม่มีเคล็ดลับ”  หรือถ้ามีเขาก็บอกมานานหลายสิบปีแล้วและเป็นสิ่งที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรนั่นคือ

1) มองหุ้นว่าเป็นบริษัท  อย่าเลือกหุ้น  (ซึ่งราคาจะผันผวนไปมาในระยะสั้น)

2) เลือกกิจการที่มีอนาคตที่ดีในระยะยาว อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป

3) มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

4) มีราคาหุ้นที่สมเหตุผล

5) ซื้อแล้วก็ถือหุ้นไว้ตลอดไปตราบที่เหตุผล 4 ข้อยังเป็นความจริง

และวิธีที่จะเลือกบริษัทที่มีอนาคตที่ดีในระยะยาวก็คือ  การหากิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

และนั่นก็คือ  “เคล็ดลับ”  ของบัฟเฟตต์ ที่ง่ายและธรรมดาจนนักลงทุนแทบไม่สนใจที่จะทำตาม  อาจจะเพราะมันอาจจะต้องรอเป็น 10 ปี ถึงจะรู้ว่าใช้ได้ผลกับตนเองหรือไม่

เซียนตัวจริงอีกคนหนึ่งก็คือ  คู่หูของบัฟเฟตต์  ชาลี มังเกอร์  ที่เพิ่งเสียชีวิตไป  เขาบอกว่า  “เคล็ดลับเดียวของการลงทุนคือการหาที่ ๆ ปลอดภัยและฉลาดสำหรับการลงทุน  โดยไม่ต้องกระจายความเสี่ยงใด ๆ”  

นี่ก็เป็น “เคล็ดลับ” อีกข้อหนึ่งที่จะทำให้รวยได้เพราะทำให้พอร์ตลงทุนนั้นเป็นแนว  “Focus” หรือเน้นหนักในหุ้นจำนวนน้อยตัวมาก ๆ  เช่น  5-6 ตัวใหญ่ที่สุดก็เท่ากับ 75% ไปแล้ว

“เคล็ดลับ” ทั้งของบัฟเฟตต์กับมังเกอร์ดูเหมือนว่าจะถูกนำมาใช้ในเบิร์กไชร์อย่างต่อเนื่องยาวนาน  เห็นได้จากการที่เบิร์กไชร์ถือแต่หุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยม  มีความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่งในระยะยาวอย่างชัดเจน  อย่างเช่นหุ้นแอปเปิลหรือโค๊ก  มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์  ทั้งหมดซื้อมาในราคาที่สมเหตุผลไม่แพง ซื้อแล้วถือไว้ตลอดไม่ขาย  และหุ้นใหญ่ที่สุดไม่กี่ตัวก็เกิน 50-70% ของพอร์ต

เคล็ดลับของเซียนที่เป็นแนว “นักเก็งกำไร” ระดับโลกนั้น  ที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นจอร์จ โซรอส ซึ่งก็แน่นอนว่าเน้นการทำกำไรอย่างรวดเร็วในระยะสั้น  เคล็ดลับของโซรอสนั้น  เขาคงไม่ได้เปิดเผยเอง  แต่จากการวิเคราะห์ทางด้านความคิดและการกระทำหรือการลงทุนของเขาก็อาจจะบอกได้ว่า  เขาน่าจะเชื่อในทฤษฎี  “Reflexivity” ที่เขาเขียนในหนังสือชื่อ “Alchemy of Finance” ตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งผมอ่านตั้งแต่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้วก็ยังงงอยู่ทุกวันนี้

เคล็ดลับของโซรอสก็คือ  เขาเชื่อว่าในตลาดหลักทรัพย์นั้น  จิตวิทยาของคนสะท้อนกลับไปมาหรือเป็น  “Reflexive” เช่น  ถ้าหลักทรัพย์วิ่งขึ้นไปแรงก็จะไปดึงดูดคนซื้อ  ซึ่งก็ทำให้หลักทรัพย์นั้นวิ่งแรงขึ้นไปอีกเป็นวงจรจนถึงจุดที่มันสูงจนอยู่ต่อไปไม่ได้  หลังจากนั้นมันก็จะลง  และเมื่อหลักทรัพย์ลง  คนที่ถือก็จะขายและกระบวนการทั้งหมดก็กลับข้าง  ในที่สุดหลักทรัพย์นั้นก็จะตกลงมาอย่างหายนะ

ประเด็นก็คือ  โซรอสก็จะคอยหาว่าหุ้นหรือค่าเงินหรือตราสารอะไรก็แล้วแต่ที่อาจจะมีความอ่อนแอหรือราคาถูกหรือแพงเกินไปหรือแพงกว่าพื้นฐาน  เสร็จแล้วเขาก็เข้าไป “โจมตี” โดยที่จะต้องใช้เงิน “ก้อนโต” เพื่อที่จะทำให้ราคา “เปลี่ยน” อย่างแรง  ซึ่งนั่นก็จะนำให้คนเล่นรายอื่นตกใจและเปลี่ยนใจขายหรือซื้อตราสารนั้นตาม  ซึ่งก็จะทำให้ราคาตกหรือขึ้นแรงไปอีกจนถึงจุดสูงจนอยู่ไม่ได้  และนั่นก็เป็นเวลาที่เขาจะกำไรมหาศาล

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเคล็ดลับของนักลงทุน 2 ด้านคือด้านของนักลงทุนระยะยาวกับนักลงทุนระยะสั้นระดับโลก  ซึ่งผมคิดว่านักลงทุนทั้งในตลาดไทยและประเทศขนาดเล็กอื่น ๆ  ก็คงจะมีแนวทางใกล้เคียงกัน

“เคล็ดลับ” ของนักลงทุน  “VI” ของไทยนั้น  ผมอยากจะแบ่งเป็นยุคแรกที่เริ่มตั้งแต่ประมาณปี 2543 หรือปี 2000 ขึ้นไปที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งอย่างเต็มที่แล้วจนถึงประมาณสิ้นปี 2008 หรือปี 2551 ที่เกิดวิกฤตซับไพร์ม  กับช่วงตั้งแต่ปี 2552 จนถึงวันนี้ที่เป็นช่วงตลาดหุ้นคึกคักและมีการเก็งกำไรสูงของนักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมาก

เคล็ดลับของ “VI รุ่นแรก” ส่วนใหญ่เท่าที่ผมจำได้นั้นก็คือ  เน้นลงทุนในหุ้น “VI” ซึ่งในช่วงนั้นก็คือหุ้นของบริษัท  “รุ่นใหม่” ที่มีการบริหารงานแบบ “สมัยใหม่” มีการขยายงานอย่างรวดเร็วและในกรณีที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะเป็นการขยายสาขาเป็นเครือข่ายไปทั่วประเทศ  ระบบบัญชีและการบริหารงานจะมีระบบการควบคุมหรือบรรษัทภิบาลสูง  ไม่เหมือนรุ่นก่อนที่ผู้บริหารหรือเจ้าของยังตักตวงผลประโยชน์จากบริษัทและไม่มีความโปร่งใส  ตัวอย่างมีมากมาย  รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนจากการที่ผู้บริหารไป “จับที่” ก่อนขายให้บริษัท  มาเป็นประกาศซื้อจากบริษัทโดยตรง  เป็นต้น

ผมยังจำได้ว่าช่วงเวลานั้น  เข้าไปซื้อหุ้นโดยเฉพาะ “ค้าปลีกสมัยใหม่” ที่กำลังบูมทุกส่วนตั้งแต่ร้านอุปกรณ์ปรับปรุงบ้าน ร้านหนังสือ  ร้านสะดวกซื้อ ต่างก็ขึ้นหมด  และก็มีการขายและซื้อเปลี่ยนตัวหุ้นไปเรื่อย ๆ  และทุกครั้งที่เปลี่ยน  ราคาหุ้นตัวใหม่ก็ขึ้น  ดังนั้น  จึงแทบไม่เคยมีเงินสดเหลือ  นอกจากนั้น  การลงทุนก็เป็นการ Focus ถือหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในแต่ละช่วงเวลา  และนั่นก็ทำกำไรหรือผลตอบแทนมหาศาล

เคล็ดลับ VI รุ่นหลังซับไพร์มนั้น  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก็คือ  คนรวยซึ่งมักจะมีฐานจากการเป็นนักธุรกิจหรือลูกเจ้าของธุรกิจที่มีเงินสะสมมากเริ่มเข้ามาลงทุน “แนว VI” เช่นเดียวกับนักลงทุน VI รุ่นก่อนที่ถึงวันนั้นก็มีเงินหรือความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ  สิ่งนั้นประกอบกับการที่สังคมไทยเริ่มโตเต็มที่จนใกล้จะอิ่มตัว  คนชั้นกลางเริ่มเข้ามาอาศัยตลาดหุ้นลงทุนเพื่อการเกษียณประกอบกับรัฐก็ส่งเสริมตลาดทุนเต็มที่  ทำให้เม็ดเงินที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นมหาศาลและเป็นเงินที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ  โดยที่ไม่ได้ต้องการเก็งกำไรรายวัน

เคล็ดลับของนักลงทุนซึ่งอายุน้อยลงและกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้นมาก  เนื่องจากมีฐานเงินสะสมและมีความมั่งคั่งสูงทั้งจากครอบครัวและตนเอง  “เซียน” รุ่นนี้จึงมีเคล็ดลับสำคัญก็คือการวิเคราะห์หาหุ้นที่มีโอกาสที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนแบบเป็นหมู่หรือที่เรียกว่า “Hype”  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมที่จะเติบโตเร็ว  หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนอยากใช้  หรือเป็นหุ้นที่ “เซียน” แห่กันเข้าไปซื้อ  เป็นต้น

เคล็ดลับข้อต่อมาก็คือ  การโหมเข้าซื้อหุ้นแบบที่แทบจะกวาดหมดซึ่งจะทำให้เกิดสถานการณ์  “คอร์เนอร์หุ้น” ซึ่งจะดันให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากและจะเกิด Reflexivity ตามทฤษฎีของโซรอสทำให้หุ้นวิ่งแรงขึ้นไปอีกซึ่งทำให้คนที่เข้าไปทำกำไรมหาศาล  แต่ในกรณีแบบนี้ก็จะต้องมีเคล็ดลับเพิ่มอีกข้อหนึ่งก็คือ  การใช้ Leverage หรือการกู้เงินมาซื้อหุ้นแบบมาร์จินหรือการเล่นบล็อกเทรดเพื่อเพิ่มพลังในการซื้อหุ้นด้วย

และนั่นก็ทำกำไรมหาศาลให้กับ “VI” และ/หรือ “เซียน” ที่ใช้เคล็ดลับนี้  อย่างไรก็ตาม  ตลาดหุ้นไทยที่ตกลงมาต่อเนื่องและรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเก็งกำไรในช่วง 1-2 ปีมานี้  ซึ่งทำให้หุ้นที่ขึ้นไปแบบที่รักษาระดับราคาไว้ไม่ได้ตกลงมาเป็น “หายนะ” ก็ทำให้ “เซียน” จำนวนมากเจ็บตัวอย่างหนัก  และเคล็ดลับก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป  อาจจะคล้าย ๆ กับโซรอส  ที่ความมั่งคั่งและชื่อชั้นแทบจะไม่เหลือในช่วงหลัง ๆ  นี้            

—————————————
🇻🇳 VVI Membership
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com
หรือ ติดตามเราได้ที่

– Line: @vietnamvi คลิ๊ก https://lin.ee/Jy9n680
– Website:  www.vietnamvi.com
– facebook:  https://www.facebook.com/vvinvestor
– Youtube: youtube.com/c/vietnamvi
– E-mail: info@vietnamvi.com