สามล้อถูกหวย นักเก็งกำไรรวยหุ้น

0
278

โลกในมุมมองของ Value Investor         25 เม.ย. 69

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สองสามวันที่ผ่านมา  “กรรมกรข่าว” รายการข่าวทีวีชื่อดังรายงานว่า  “อุทาหรณ์คนเคยรวย  ถูกรางวัลที่ 1 ได้เงิน 6 ล้าน  แบ่งสามีคนละครึ่ง  8 ปีผ่านไป  เหลือเงินแค่ 8,000 บาท  ต้องมาเป็นแม่ค้าเร่ขายล็อตเตอร์รี่  เผยจุดพีกเคยทุ่มซื้อล็อตเตอร์รี่อย่างบ้าคลั่ง  หวังถูกรางวัลที่ 1 อีกครั้ง  เคยทุ่มเงินซื้อมากที่สุดถึง 400,000 บาท  แต่ไม่ถูกรางวัลอีกเลยแม้แต่ใบเดียว”

เจ้าตัวที่เป็นที่มาของข่าวเคยเป็นช่างเสริมสวย  ได้บอกด้วยว่า  ตนเป็นเหมือนที่เขาพูดเปรียบเปรยกันมาตลอดว่าเป็น  “สาวล้อถูกหวย”  คือ  รวยจากการ “ถูกหวย” เพราะ “โชคดี”  แต่สุดท้ายเงินที่ได้มามากมายก็ถูกใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็ว  กลับมาจนเหมือนเดิม  และชีวิตกลับแย่ลง  ตนเองก็ต้องหย่ากับสามี  ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะขาดการวางแผนทางการเงินที่ดีหลังจากได้เงินรางวัลมา

เรื่องราวแบบนี้  คือ  รวยขึ้นมาก ๆ  อย่างรวดเร็ว  ด้วยเหตุการณ์หรือเหตุผลบางอย่าง  เช่น  การเล่นพนัน  การเก็งกำไร  ที่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเกิดจาก “โชค” ที่มีโอกาสน้อยมากอย่างการถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1  ไม่ใช่การเกิดขึ้นเนื่องจากความสามารถในการทำงานที่สามารถทำซ้ำได้บ่อย ๆ

หรือ  รวยขึ้นมาก ๆ อย่างรวดเร็วจากการทำงาน  โดยเฉพาะที่เป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยความสามารถสูง  และการได้รางวัลที่เป็นเม็ดเงินสูงมาก  เช่น  การชนะในการแข่งขันในเกมกีฬาต่าง ๆ เช่น  การเป็นนักมวยที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกหรือเป็นแชมป์โลกมวยอาชีพที่ทำให้ได้รับเงินเป็นรางวัลจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ปกติของตน  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น โอกาสที่จะรับรางวัลซ้ำก็จะมีน้อยลงเนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้นของคนทำด้วย

นอกจากนั้น  นิยามของคำว่ารวยขึ้นมาก ๆ  ก็คือ  ต้องทียบกับรายได้ปกติ  อย่างในกรณีของช่างเสริมสวย  ถ้าคิดว่ารายได้ปกติคือเดือนละ 25,000 บาท  ปีหนึ่งก็จะเท่ากับ 300,000 บาท  การที่เขาได้เงินมาทันที 6 ล้านบาทก็คือ  เท่ากับเงินรายได้จากการทำงาน 20 ปี  นี่ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล  และถ้าเขาบริหารเงินได้ดี  นำไปลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีรายได้ปีละ 300,000 บาท  ซึ่งเท่ากับเงินรายได้ปกติของเขา  นั่นแปลว่าเขาสามารถอยู่ได้แบบเดิมโดยไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตโดยที่ยังมีความมั่งคั่งเป็นหลักประกันถึง 6 ล้านบาท

แต่ในโลกของความเป็นจริง  คนที่ได้เงินแบบ  “ลาภลอย” หรือคนที่ได้เงินมาจาก “โชค” หรือคนที่ได้เงินจากความสามารถจำนวนมหาศาล  แต่จะไม่ได้มาอย่างยาวนานหรือยั่งยืนนั้น  จำนวนมาก  กลับ  “จนลงอย่างรวดเร็ว” และชีวิตหลังจากรวยขึ้นทันที  ก็มีความสุขสั้นมาก  หลังจากนั้น ทุกอย่างแทบจะเป็น “หายนะ” หลายคนล้มละลาย  รวมถึงนักมวยระดับแชมป์โลกอย่างไม้ค์ ไทสัน และนักมวยชื่อดังของไทยอีกหลายคน

คนกลุ่มอื่นที่ผมเองพบบ่อยแต่ไม่ค่อยเป็นข่าวก็คือ  คนที่มีรายได้ไม่มากและใช้ชีวิตคนชั้นกลางหรือคนชั้นกลางระดับสูงมาตลอด  แต่อยู่ ๆ  ก็ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินกลางเมืองที่มีราคาสูงมาก  และได้ขายที่ดินนั้นไปได้เงินมาคิดเป็นเงินแล้วอาจจะเท่ากับรายได้มากกว่า 20 ปี ของตนเอง  เช่น รายได้ของตนเองคือเดือนละ 50,000 บาทหรือปีละ 6 แสนบาท ได้เงินสดจากการขายบ้าน 30 ล้านบาท หรือเท่ากับรายได้ 50 ปี  แต่สุดท้าย  ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี  เงินก็หมด  เพราะเขา “บริหารเงินไม่เป็น” 

ตัวอย่างสุดท้ายที่ผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่ตระหนักก็คือ  ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดหุ้นหรือตลาดการลงทุนที่เป็นการเก็งกำไรอย่างตลาดคริปโต  ตลาดโลหะมีค่าเช่น ทองหรือเงิน เป็นต้น  ที่เราได้เห็นคนที่  รวยมาก ๆ  แบบ “มโหฬาร” เป็น 10  100  หรือพันล้านบาทก็มี จากการ “เก็งกำไร” ที่เจ้าตัวมักจะบอกว่ามันเป็น  “การลงทุน”

กรณีสมมุติขึ้นก็คือ  คนที่รวยมาก ๆ  ขนาด “เปลี่ยนชีวิต” คือทำเงินจากตลาดหุ้นได้มากในช่วงพีกมีพอร์ตถึง 500 ล้านบาทหรือคิดเทียบกับรายจ่ายปกติก่อนที่จะรวยที่ปีละ 5 ล้านบาท ก็คือ 100 เท่าหรืออยู่ได้ 100 ปีโดยไม่ต้องทำงานถ้าใช้มาตรฐานชีวิตแบบเดิม

แต่พอร์ตหุ้น 500 ล้านบาทที่ได้มานั้น  เขาได้มาในช่วง  “ปีทองของการเก็งกำไรในตลาดหุ้น” คือช่วงตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2560 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี  คือช่วงตั้งแต่หลังปีวิกฤติ ซับไพร์มถึงปีก่อนโควิด 19 ที่ หุ้น “แนว VI” ขนาดเล็ก-กลางเติบโตขึ้นมาก  และกลายเป็นหุ้นที่ถูกใช้เก็งกำไรโดย “นักเก็งกำไร” ที่เรียกตนเองว่าเป็น  “Value Investor”

แต่จริง ๆ  แล้ว  เขาอาจจะ “เก็งกำไร” โดยไม่รู้ตัว  เพราะเขามักจะเล่นหุ้นแบบทุ่มซื้อทีละตัวโดยไม่กระจายความเสี่ยง  นอกจากนั้นก็ยังใช้มาร์จินซื้อหุ้นจำนวนมาก  ซึ่งในภาวะที่ตลาดและหุ้นตัวนั้นอยู่ใน “กระแส” ของนักลงทุน “กลุ่ม VI” ซึ่งผลก็คือ  หุ้นวิ่งระเบิด  ราคาสูงลิ่วและแพงจัดวัดจากค่า PE ที่หลาย ๆ  สิบเท่า ทั้งที่ไม่ใช่ซุปเปอร์สต็อก  เพียงแต่  “โตเร็วและตัวเล็ก” หุ้นถูก “คอร์เนอร์” คือคนเข้าไปซื้อโดยไม่ได้อิงกับพื้นฐานที่แท้จริง  แต่ซื้อเพราะหุ้นวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  

แน่นอนว่าผมไม่มีข้อมูลว่า “นักเก็งกำไร” กลุ่มดังกล่าวจนลงหรือมีพอร์ตลดลงมากน้อยแค่ไหนหลังจาก “กระแสหุ้น VI” ดับลงหลังจากปีโควิดและหุ้นตัวเล็กตัวน้อยที่ราคาเคยพุ่งขึ้นไปมหาศาลเป็นจรวด  ตกลงมาแรงจนราคาเหลือเท่าเดิมก่อนขึ้นหรือบางตัวหนักยิ่งกว่า  รวมทั้งปริมาณการซื้อ-ขายก็ลดลงจนแทบขายไม่ได้สำหรับคนที่ถือหุ้นมาก ๆ  แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนนั้นก็อาจจะกลับไปสู่ที่จุดเดิมก่อนรวยจากการเก็งกำไร

นั่นทำให้ผมนึกถึงเจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นักเก็งกำไรบันลือโลก  ที่รวยมาก ๆ  และจนลงหนักถึง 3 ครั้งก่อนฆ่าตัวตาย  ผมคิดว่า  เขาบริหารเงินที่ได้มาอย่างรวดเร็วแบบมโหฬารไม่เป็น  ทำไมเมื่อชนะแล้ว  จึงไม่หยุด  แล้วใช้เงินที่ได้อย่างฟุ่มเฟือยมีความสุขตลอดชีวิต?

คำตอบสำหรับเรื่องราวทั้งหมดนั้น  ผมคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาทางการเงินและสังคมประมาณ 3-4 เรื่อง

เรื่องแรกก็คือ  เมื่อคนเริ่มรวยแบบมาก ๆ  สิ่งแรกที่จะทำก็คือ  การประกาศความสำเร็จ  ให้คนรู้และยอมรับ  เพราะความรวยคือความสำเร็จสำหรับคนทั่วไป  คนถูกล็อตเตอร์รี่ก็จะบอกญาติพี่น้องคนรู้จัก  นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรก็ต้องการ “โชว์พอร์ต” ตามทฤษฎีความต้องการของแมสโลว์ที่ว่า  ความต้องการของคนมี 5 ระดับคือ  เริ่มจากความต้องการทางร่างกายเช่น อาหาร ปัจจัยสี่  ต่อมาคือความมั่นคงในชีวิต  3 คือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือมีเพื่อนและข้อ 4 ก็คือ  เมื่อได้ทั้ง 3 ข้อแล้วก็ต้องการเป็นที่ยอมรับและได้รับความนับถือ และสุดท้ายก็คือ  ขั้นที่ 5 ก็คือขั้น “นิพพาน” รู้จักตัวตนและศักยภาพของตนเอง

นั่นทำให้หลายคนที่รวยกะทันหันต้อง “แจกเงิน” ให้ใครต่อใครที่รู้ข่าวและเข้ามาหา  เงินหมดไปแล้วก้อนหนึ่ง  บางทีก็ก้อนใหญ่ด้วย  อย่างช่างเสริมสวยก็ให้สามีไปครึ่งหนึ่ง  เป็นต้น

เรื่องที่ 2 ก็คือ  คนที่รวยมากอย่างรวดเร็วนั้น  ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของตนเอง  นั่นคือ  จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและเพิ่มขึ้นมากแบบถาวร  เรียกแบบวิชาการว่า  “Life Style Inflation”  เช่น  ต้องอยู่ในบ้านที่ใหญ่และดีขึ้นมาก  ไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็ต้องนั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจ  เครื่องแต่งกายก็ต้องเป็นแบรนด์เนม  และกินอาหารก็ต้องตามภัตตาคารหรู  เป็นต้น  ระดับการใช้จ่ายอาจจะสูงกว่าเดิมหลายเท่าตลอดไป  ขณะที่เงินเพิ่มครั้งเดียว

เรื่องที่ 3 ซึ่งน่าจะสำคัญที่สุดก็คือ  พวกเขาจะคิดว่าตนเองนั้นจะโชคดีต่อไปเรื่อย ๆ  หรือไม่ก็คิดว่าตนเอง “เก่ง”  มีความสามารถหาเงินแบบเดิมได้อีกเรื่อย ๆ   เขาคิดแม้กระทั่งว่าจะถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 อีก  เมื่อไม่ได้ก็จะระดมซื้อเพิ่มขึ้นบางงวดเป็นแสนบาท เป็นต้น  ส่วนกรณีนักเก็งกำไรนั้น  พวกเขาก็มักคิดว่าตนเองเป็น  “เซียนหุ้น” เขาจะเล่นหรือลงทุนได้กำไรแบบเดิมตลอดไป  เขาเคยทำได้  ถึงตอนนี้ตลาดไม่ดีอาจจะแย่  แต่สุดท้ายเขาก็จะกลับมาใหม่และจะรวยขึ้นยิ่งกว่าเดิม

เขาไม่เคยเชื่อว่าที่เขากำไรมหาศาลนั้น  อาจจะมาจาก  “ โชค” และจังหวะที่ผ่านไปแล้ว  โอกาสน้อยมากที่เขาจะรวยได้แบบเดิมอีก  ดังนั้น  เขาก็จะทุ่มเงินเข้าไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น   ใช้เงินกู้มากขึ้น  เขามักจะมีความมั่นใจสูงมากว่าเขาจะไม่พลาด  ในทางวิชาการเรียกว่า  “Gambler’s Fallacy” คือ  ไม่ได้คิดจากเหตุผลหรือความจริงทางวิทยาศาสตร์  ชอบพนันจากรูปแบบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น  เช่น  เคยเล่นหุ้นแบบนี้แล้วบังเอิญกำไรมาหลายรอบ  ก็จะเล่นแบบนี้อีกโดยไม่รู้ว่าที่ได้กำไรนั้นเป็นเหตุผลอื่นหรือโชคดี  แต่จริง ๆ  แล้วหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้ขึ้นจากพื้นฐานที่แท้จริง  เป็นต้น

ว่าที่จริง  เรื่องที่ 3 นั้น  ในหลาย ๆ  กรณีโดยเฉพาะที่เป็นการ “รวยแบบเศรษฐี” คือมีเงินหรือได้เงินมากเป็นอย่างน้อยหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทหรือมากกว่า  เป็นสิ่งที่ทำให้คนจนลงหรือรวยน้อยลงไปมากจนอาจจะเรียกว่า  “เปลี่ยนชีวิตกลับไปใหม่” ได้มาก   เพราะลำพังการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยขึ้นและการที่จะแจกเงินเพื่อซื้อสถานะอย่างในเรื่องที่ 2 หรือที่ 1 นั้น  ก็มักจะไม่กระทบกับความมั่งคั่งที่ได้มานัก  แต่การลงทุนหรือเล่นเก็งกำไรไม่หยุดสไตล์เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เพื่อหวังจะให้มั่งคั่งสูงสุดนั้น  มักจะมีความเสี่ยงสูง  และวันหนึ่งก็มักจะพลาดและก่อให้เกิด  “หายนะ” ได้

บทเรียนสำคัญสำหรับคนที่รวยเร็วมากและรวยเหลือล้นก็คือ  ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนั้น  มักจะมาครั้งเดียวหรือจะมาอีกไม่นาน  อย่าเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพราะฝีมือหรือความสามารถพิเศษของตนเอง  หน้าที่เราก็คือ  พยายามรักษามันไว้  บริหารให้ดี  ลดความเสี่ยงให้ต่ำลง  และวางแผนการใช้เงินให้เหมาะสมกับชีวิตตลอดไป