เกรียนตลาดหุ้น

0
194

โลกในมุมมองของ Value Investor      24 มกราคม 69

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น  เกิดกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ของอเมริกาประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าอีก 10% จาก 8 ประเทศในยุโรปที่เป็นสมาชิกนาโต  ที่คัดค้านการยึดเกาะกรีนแลนด์ของเมริกาจากเดนมาร์ก แต่ประเทศทั้ง 8 รวมถึงประเทศสมาชิกนาโตกลับประกาศ  “สู้” และส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปที่เกาะ  นั่นทำให้หุ้นอเมริกาตกลงมาหลายเปอร์เซ็นต์  อย่างไรก็ตาม  สุดท้ายในที่ประชุมประจำปี World Economic Forum ที่เมืองดาวอส  ทรัมป์ได้ประกาศ  “ถอย” และบอกว่าจะไม่ยึดด้วยการใช้กำลัง  และงดที่จะเพิ่มภาษีที่ประกาศไว้  ซึ่งก็ทำให้หุ้นขึ้นทันที- ทั่วโลก

สิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น  ที่จริงเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาสมัยที่สองในปี 2025  นั่นก็คือ  การประกาศนโยบายและพูด  “ข่มขู่” ให้ประเทศต่าง ๆ  ที่เป็น “คู่กรณี” ทำในสิ่งที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์  เช่น  เรื่องของภาษีนำเข้าสินค้าของอเมริกาที่มีการเพิ่มขึ้นมหาศาลในขณะที่สินค้าส่งออกของอเมริกานั้นได้รับการลดภาษีจนแทบเป็นศูนย์ในบางกรณี  เป็นต้น  นอกจากนั้น  ก็ยังมีประเด็นและเรื่องราวอีกมากที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องและได้พูดในแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นในประธานาธิบดีคนก่อน ๆ  

ลักษณะที่ทรัมป์ทำนั้น  ถ้าใช้คำแสลงของไทย  หลายคนคิดว่าน่าจะตรงกับคำว่า  “เกรียน”  ซึ่งเราใช้กันมานานพอสมควรและโดยเฉพาะในสื่อดิจิทัลที่อ้างอิงถึงคนที่ก้าวร้าว  ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล  ก่อกวนสังคม  สร้างความเดือดร้อนหรือความรำคาญให้แก่ผู้อื่น  ไร้ความยั้งคิด  ขาดการควบคุมตนเอง  มักใช้คำหยาบ  เรียกร้องความสนใจ  ชอบสร้างประเด็นหรือความขัดแย้ง  สร้างความวุ่นวายหรือทำตัวไม่เหมาะสม  และทั้งหมดนั้นก็คือ นิยามของคำว่า “เกรียน” ที่คนทำมักจะต้องมีพลังอำนาจในทางใดทางหนึ่ง

ในแวดวงการเมืองระดับโลกนั้น  คนที่เข้าข่าย “เกรียน” นั้น  นอกจากประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว  แน่นอนว่าต้องรวมถึงประธานาธิบดีปูตินที่อาจจะไม่ได้พูดมากเท่ากับทรัมป์  แต่ความเกรียนคงไม่แพ้กัน  เพราะส่งกองทัพออกไปยึดยูเครนเลย  รายต่อมาก็คงเป็นคนอย่างคิมจองอึนที่ทดลองหรือซ้อมยิงขีปนาวุธเฉียดเพื่อนบ้านเป็นประจำ  ซึ่งสำหรับผมแล้ว  “ดังกว่าคำพูด”  และ “เกรียน” ยิ่งกว่า

ความเกรียนหรือคนที่เกรียนนั้น  มีในทุกวงการ  โดยเฉพาะในยุคสังคมดิจิทัลที่คนสามารถจะพูดอะไรก็ได้ผ่านสื่อสังคมที่เปิดกว้างที่สุดในขณะที่คนพูดอาจจะไม่ต้องเปิดเผยตัวตนก็ได้  ดังนั้น  เราจึงพบว่ามี “เกรียน” อยู่ในทุกวงการ  และก็แน่นอน  รวมถึงในตลาดหุ้นและการลงทุนซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่คึกคัก  ต่อสู้  แข่งขันเอาเป็นเอาตาย  มีการใช้กลยุทธที่ซับซ้อน  “โกหก หลอกลวง” ไม่แพ้ในวงการเมืองทั้งในระดับโลกและประเทศ

ว่าที่จริง  สำหรับผมแล้ว  ความ “เกรียน” ของทรัมป์เองนั้น  จริง ๆ  แล้วเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์อยู่ไม่น้อย  สิ่งที่ทรัมป์ทำหรือพูดส่วนใหญ่แล้ว  สุดท้ายก็มักจะกระทบไปถึงตลาดหุ้นและตลาดการเงินมากพอ ๆ  กับการเมือง  เพราะการเมืองนั้นกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแทบจะแยกกันไม่ออก  ดังนั้น  ถ้าใครจะบอกว่าทรัมป์เป็น “เกรียนตลาดหุ้น” ผมก็คิดว่าไม่ผิด  และนักลงทุนทุกคนก็ต้องคอยติดตามว่าเขาจะทำหรือพูดอะไรที่จะกระทบกับตลาดและหุ้นที่เราอาจจะถืออยู่ด้วย

และนี่ก็นำมาสู่ประเด็นหลักที่ผมจะพูดในบทความนี้  นั่นก็คือ  “เกรียนตลาดหุ้น” ที่นักลงทุนจะต้องรู้จักและเข้าใจ  เพราะเกรียนตลาดหุ้นอาจจะทำให้นักลงทุนเดือดร้อนได้  เพราะเขาอาจจะทำให้เราเข้าใจผิด  หลอกลวงหรือข่มขู่ให้เรากลัวและทำอะไรที่เป็นผลเสีย  ในขณะที่ “เกรียน” ได้ประโยชน์  อาจจะทั้งในด้านการเงินหรือชื่อเสียงที่อาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ในภาคหน้าได้  มาดูกัน

เกรียนในตลาดหุ้นแบบแรกก็คือ  การปั่นหุ้นหรือการเชียร์หุ้นแบบไร้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุน  พฤติกรรมของเกรียนกลุ่มนี้มักจะโพสต์ข้อความที่ดูสดใสเกินไปมากสุด ๆ  หรือไม่ก็ดูแย่อย่างหนักโดยที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานชัดเจน  เช่น  คำพูดแบบ  “รับประกันโตขึ้นเป็น 10 เด้งแน่นอน”    หรืออีกด้านหนึ่งก็อาจจะบอกว่า  สุดท้ายหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นก็จะต้องกลายเป็นศูนย์แน่ ๆ  อาจจะเพราะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับสงครามโลกครั้งที่ 3   แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน  คนพูดก็จะหายตัวไปเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าว

เกรียนปั่นหุ้นนั้น  มักจะใช้กลยุทธระยะสั้นประเภท  “ลากขึ้นไปเชือด”  คือปล่อยข่าวแล้วก็กวาดซื้อหุ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างแรง  ซึ่งก็ทำให้นักเก็งกำไรอื่นซื้อหุ้นตาม  ดันราคาให้วิ่งขึ้นไปอีกมากพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล  เปิดโอกาสให้คนปั่นหุ้น “ปล่อยของ” หรือเทขายหุ้นออกไปจนหมดในราคาที่ทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้น  และนี่ก็คือกลยุทธที่ใช้กันมากในยามที่ตลาดหุ้นโดยรวมคึกคักเป็นกระทิง 

เกรียนแบบที่ 2 ก็คือ  การสร้างความรู้สึกกลัว  ความไม่แน่นอน  และความสงสัยในหมู่นักลงทุน  ซึ่งจะทำให้เกิดแพนิกและความสับสน   อาจจะโดยการปล่อยข่าวลบรุนแรงบางอย่างที่ไม่เป็นจริง  เช่น  บอกว่าบริษัทกำลังมีปัญหาไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระ  อาจจะอ้างด้วยว่ามาจากคนวงในที่เชื่อถือได้เพื่อให้คนฟังเชื่อ

เกรียนแนวสร้างความกลัวนั้น  สามารถทำกำไรได้โดยเฉพาะการขายชอร์ตและมักจะทำได้ง่ายในยามที่ตลาดโดยรวมกำลังตกลงในภาวะตลาดหมีที่สังคมนักลงทุนมักจะหวั่นไหวกับทุกสิ่งที่เป็นลบอยู่แล้ว

เกรียนแบบที่ 3 คือ  การรักษาตำแหน่งและจุดยืนของตนเองแบบ “หัวชนฝา”  นี่ก็คือคนที่มักโจมตีใครก็ตามที่มีจุดยืนหรือความคิดที่แตกต่างจากตนเอง  พวกเขาจะไม่สนใจหรือรับฟังอะไรรวมถึงข้อมูลการศึกษาที่ย้อนแย้งหรือตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ  หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเมื่อถูกพิสูจน์ว่าความคิดของตนผิด  เกรียนแบบนี้มักจะชอบพูดว่า  “คุณแค่ไม่เข้าใจธุรกิจ” หรือ “ต้องดูกันต่อไปยาว ๆ” เป็นต้น

เกรียนแบบที่ 4 คือ  เกรียน “หาแสง”  หรือเกรียนที่เรียกร้องความสนใจหรือ “อยากดัง”  อยากเป็น  “Somebody” ซึ่งนี่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาผลประโยชน์หรือทำกำไรในระยะสั้น  

พฤติกรรมของเกรียนก็คือการโพสต์หรือสัมภาษณ์การทำนายหรือคาดการณ์ที่สุดโต่งหรือมี “ดรามา” เป็นประจำ  พวกเขามักจะชอบอ้างว่าผม  “เคยบอกแล้ว” ว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น  “เห็นไหมล่ะ”  โดยที่ไม่ได้มีการพิสูจน์หรือมีข้อมูลอ้างอิงชัด ๆ   ไม่รู้ว่า  “บอกตอนไหน?”    นอกจากนั้น  ก็มักจะชอบพูดถกเถียงไม่มีสิ้นสุดเพื่อที่จะยึดครองกระทู้พูดคุยไว้คนเดียว

เกรียนแบบที่ 5   คือแบบ  “เจ้าลัทธิ” หรือเจ้าหลักการ  ที่คอยโปรโมทความเชื่อแต่ไม่ใช่ผลตอบแทน 

นี่คือคนที่มองหุ้นเป็นเหมือนกับศาสนา  และปฏิเสธเรื่องของการวิเคราะห์เพื่อประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง  ไม่พูดถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นหรือพื้นฐานและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ  เกรียนแบบนี้ชอบพูดอะไรที่เป็นคล้าย ๆ  ปรัชญา  เช่น   นักลงทุนที่มี “ศรัทธา” ในหลักการลงทุนแบบ “XX” จะ “ไม่มีวันขายหุ้น” เป็นต้น

เกรียนแบบสุดท้ายคือแบบที่ 6 ที่ผมจะพูดถึงอาจจะเรียกว่า  “เซียนหุ้นจอมปลอม” และนี่ก็คือคนที่ดูเหมือนว่าเป็น  “เซียนหุ้น” ที่น่าเชื่อถือและทุกคนยอมรับและมักจะถูกขอความเห็นเป็นประจำ

เกรียนเหล่านี้มักจะใช้คำพูดที่เป็นภาษาวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษพร่ำเพรื่อ  เพื่อที่จะฟังดูฉลาดหลักแหลม  ชอบอธิบายทฤษฎีหรือหลักการซับซ้อนฟังดูจะรู้สึกมืนงงไม่ชัดเจนโปร่งใส  แต่เวลามีคำถามเฉพาะก็จะพยายามหลีกเลี่ยง  บางทีก็อาจจะใช้แนวแบบ  “นักลงทุนสถาบันมืออาชีพจะรู้ดี” เพื่อที่จะบอกว่า  อย่าถาม  เพราะคุณไม่เข้าใจหรอก  หรือ  “เชื่อผมเถอะ  ผมทำแบบนี้มานานมากแล้ว”  เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ  “เกรียน” ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนควรที่จะรู้และเข้าใจและตั้งรับอย่างรู้เท่าทัน  เพราะเกรียนเอง  บ่อยครั้งพูดเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเอง  ไม่ได้เป็นการให้ความรู้หรือความเข้าใจแก่คนฟังจริง ๆ  ถ้าเราฟังมาก ๆ แทนที่จะดีเราอาจจะกลายเป็น “เหยื่อ” ได้  อย่างไรก็ตาม   เส้นขีดว่าอะไรหรือแบบไหนหรือคำพูดระดับไหนถึงจะเข้าข่ายว่าเป็น “เกรียน” บางทีก็เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนขี้สงสัยหรือที่เรียกว่า “Skeptical” จริง  ๆ  หรือคนที่ยังใหม่ในวงการลงทุนจริง ๆ ที่ไม่รู้ว่าในตลาดหุ้นก็มีเกรียนอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น  คำแนะนำของผมก็คือ  เราต้องหัดเป็นคน “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย  แม้ว่าทุกอย่างจะดูชัดหรือ “Obvious” จริง ๆ  ว่าเขาเป็นนักลงทุนที่แท้จริงที่ไม่เป็นเกรียน

โดยส่วนตัวผมเองนั้น  ผมรังเกียจพฤติกรรมเกรียนมาตลอดและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำมัน  แต่พอมานึกดูอีกที  ผมเองก็อาจจะไม่รู้ตัวเหมือนกันว่า  ผมเป็น  “เกรียน”  หรือเปล่า        


🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัคร ได้ที่ https://class.vietnamvi.com