อวสานของนักเรียนเกรด A? อนาคตของหุ้นเกรด A

0
170

โลกในมุมมองของ Value Investor         28 กุมภาพันธ์ 2569

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเปิดตัวของ Claude Cowork และ  Claude Code   ซึ่งเป็นโมเดล AI ตัวใหม่ของบริษัท  Anthropic ที่สามารถทำงานซับซ้อนมากอย่างการเขียนโค้ดแทนวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้แทบจะหมดทุกอย่างทำให้ผมนึกถึงกลุ่มคนที่พูดได้ว่าเป็นคนที่ “ฉลาดที่สุด” ของโลกและโดยเฉพาะประเทศไทยว่า  อนาคตพวกเขาจะทำอะไรและจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน?

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ  ผมก็นึกไปถึงเรื่องตลกที่ผมจำติดใจมานานเล่าโดย “อาจารย์เหน่” เสน่ห์ ศรีสุวรรณ วิทยากรในรายการ “Money Talk” และนักพูดชื่อดังที่ผมคิดว่าสามารถเล่าเรื่องตลกได้ “คลาสสิคที่สุด” คนหนึ่งของประเทศไทย วันนั้นเขาพูดว่า

“คนเราเรียนเก่งไม่เก่งอะไรมันไม่แน่นอนเพราะมันมีการสำรวจมาแล้วพบว่าความสำเร็จในชีวิตการเรียนและชีวิตหลังการเรียนก็พบว่า  นักเรียนเกรด A ส่วนใหญ่ก็จะออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ   เป็นวิศวกรหรือเป็นหมออะไรแบบนี้

แต่นักเรียนเกรด B เกรดรองจากเกรด A ก็จะเรียนบริหาร  คุมธุรกิจและก็จะมาคุมนักเรียนเกรด A อีกที ถูกไหม เพราะจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจไง

พวกนักเรียนเกรด C ก็เรียนแบบพอดีพอดีผ่าน  พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นนักการเมือง  มาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็มาคุมพวกเกรด A กับเกรด B อีกทีหนึ่ง

ส่วนพวกนักเรียนเกรด D  นั้นเป็นนักเรียนหลังห้อง  พวกนี้ก็สุมหัวกัน  ตอนเรียนก็ไม่ได้เรียน  มีการแกล้งครูแกล้งอะไรต่าง ๆ  ด้วย  พอจบมาเรียบร้อย  มันผ่านมาแบบไม่น่าผ่าน  พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นแก๊งใต้ดิน  ทำอะไรต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย  แล้วก็มาคุมพวก A B C อีกที

ต่อไปคือนักเรียนเกรด F  คือสอบแล้วตกทันที  แต่พวกนี้ไม่ยี่หระ ถูกรีไทร์ก็ไม่สนใจ  พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นผู้วิเศษ  เป็นผู้รอบรู้  กลายเป็นโหร  แล้วพวกนักเรียนทุกกลุ่มก็ต้องเข้ามาหาให้ทำนายอนาคต  แล้วนักเรียนพวกนี้ก็จะบอกว่าจะอยู่ได้กี่ปี กี่ปี บอกได้หมด

ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่  การเรียนก็ไม่แน่นอน  บางทีก็ได้ A บางทีก็ได้ B C D  เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง  แต่เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล นักเรียน A B C D ไม่กล้าตอแยด้วย  ไม่กล้าหือ  ไม่กล้าต่อรอง  มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้น ๆ  ว่า  เมีย”

แน่นอนว่าเรื่อง “โจ๊ก” นั้น  อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง  แต่ก็เป็นเรื่องที่มักจะ  “เสียดสี”  สังคม  ซึ่งในกรณีของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของความรู้ว่า  การรู้มาก  ฉลาดมาก  ก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น  ตามความคิดและความเชื่อที่มีมานานตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการของมนุษยชาติ

แต่เมื่อถึงวันนี้  คือวันที่ AI กำลังจะ “ฉลาด” กว่าคนที่ฉลาดที่สุดมาก  และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ  อาจจะภายในเวลาอีกแค่ระดับ 10 ปี  อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่ฉลาดที่สุดของสังคมหรือ  “นักเรียนเกรด A” ที่ตอนนี้เป็นวิศวกรที่เขียนโปรแกรมซับซ้อน  หรือเป็นหมอที่ดูแลรักษาคนไข้  ทำการผ่าตัดเนื้อร้ายในทุกส่วนของร่างกาย  ที่อีลอน มัสก์ บอกว่า  ภายในไม่เกิน 10-20 ปี หุ่นยนต์พร้อม AI จะสามารถทำแทนหมอที่เก่งที่สุดได้หมด

นอกจากนั้น  งานทางด้านกฎหมาย  งานบัญชี  การเงิน  การตลาดและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ  และการวางระบบข้อมูลต่าง ๆ  ซึ่งเป็นงานของ “นักเรียนเกรด B”  นั้น  ตอนนี้ก็กำลังถูกแทนที่โดย AI ในระดับที่เร็วยิ่งกว่านักเรียนเกรด A  

ถ้าคุณเป็น “นักเรียนเกรด A” ที่เป็นกลุ่มคนที่ “สร้าง AI ขึ้นมากับมือ”  และก็เป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในสังคม  มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นมากในวันนี้คุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไรที่จะรักษาสถานะนั้นไว้ในวันที่  AI กำลังเก่งขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน?

ถ้าตอนนี้เรากำลังเรียน  เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เรียนการเขียนโค้ดเป็นหลัก  เราจะต้องทำอย่างไรถ้าต่อไปบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ IT นั้น  แทบจะไม่ต้องใช้คนเขียนกันแล้ว?  จบไปก็อาจจะไม่มีงานทำ  คนที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะถูกปลด  เพราะงานงานเขียนโค้ดพื้นฐานนั้นแทบไม่ต้องใช้คนแล้ว

เช่นเดียวกัน  ถ้ากำลังเรียนเป็นหมอ  อาชีพนี้จะ “ดีที่สุด” และดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิตอย่างที่เราเคยรับรู้ไหมว่ามันเป็นงานยากและใช้ทักษะและความพยายามสูงที่มีเฉพาะ “นักเรียนเกรด A” เท่านั้นที่ทำได้  และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพแพทย์เป็นสิ่งที่มีค่ามาตลอดกาล  จนถึงวันนี้  วันที่ อีลอน มัสก์ นักพัฒนาเทคโนโลยี “มือหนึ่งของโลก” บอกว่า ภายในเวลาอีกไม่นาน  การแพทย์จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ในต้นทุนที่ถูกมาก  เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็น “หุ่นยนต์”

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น  เราก็ยังต้องคิดและทำอย่างเดิมอยู่ดี  เราไม่มีทางเลือกอื่น  เราจะพบทางเลือกอื่นจริง ๆ  ต่อเมื่อถึงวันนั้น  สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ผมคิดว่า  ในเมื่อเราสู้ไม่ได้หรือกำลังจะพ่ายแพ้  กฎของ “นักเลือก” ก็คือ  เราต้องร่วมมือกับ  AI ในกรณีที่เราไม่สามารถเป็นนายมันได้  เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างเข้มข้นเพื่อที่จะเอาชนะคนที่ใช้ไม่เป็นหรือไม่เก่งพอ

นอกจากนั้นแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้สิ่งที่ AI ยังไม่เก่งหรือฉลาดพอและก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์  เช่น  เรื่องของอารมณ์  ความโลภ โกรธหลง  ความกลัวและความกล้า  รวมถึงจินตนาการที่ AI ยังไม่ไปถึงจุดนั้น  ทั้งหมดนั้นจะทำให้เรามีคุณค่ามากกว่า AI และจะทำให้เราประสบความสำเร็จสูงอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะนักเรียนเกรด A

ข้อสรุปสำหรับคนก็คือ  เราต้องปรับตัวในแง่ของการเรียนรู้ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานที่กว้างขึ้นของสิ่งที่เราเรียนรู้  เราต้องเข้าใจโลกและชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น  เรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  และต้องเปลี่ยนคำถามกับทุกสิ่งว่า  Why?  หรือทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรในสายตาหรือความคิดของมนุษย์  เราจะไม่ถามว่า How?  หรือทำอย่างไร  เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามากด้วยเวลาที่น้อยนิด  เราไม่จำเป็นต้องทำเอง

นั่นนำมาถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ  ในด้านของบริษัทธุรกิจหรือหุ้นที่เราลงทุน  ซึ่งก็จะไม่ต่างจากเรื่องของนักเรียนหรือคนทำงานที่หลาย ๆ  อุตสาหกรรม  หลาย ๆ บริษัทที่อาจจะเป็น “หุ้นเกรด A” ที่อาจจะกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ในยุคที่ AI กำลังฉลาดกว่าคน

ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจก็คือ  หุ้นที่เน้นให้บริการเขียนซอฟท์แวร์ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำระบบข้อมูลภายในขนาดใหญ่  ตัวอย่างเช่น  หุ้น FPT ของเวียตนามที่ผมเองถืออยู่ด้วย  เพราะนี่อาจจะถูกทำลายโดย Claude Code ได้

ประเด็นสำหรับบริษัทหรือหุ้นที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่กำลังประสบกับการต่อสู้กับ AI ก็เหมือนกับคนนั่นก็คือ  ต้องร่วมมือกับ AI ดึงเขามาเป็นพวก  ใช้ AI เต็มที่มาแทนพนักงานเขียนโค้ดที่เป็นพื้นฐาน  คนจะทำหน้าที่ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี  ซึ่งนั่นก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเช่น  ผู้ใช้งาน  ลูกค้าของบริษัทที่เป็นลูกค้า  และอื่น ๆ   ส่วนคนเขียนโค้ดที่เหลือเกินงานก็จะต้องเปลี่ยนงานไปทำหรือพัฒนา AI ที่จะนำไปใช้กับลูกค้าที่มาจ้างทำระบบอีกทีซึ่งก็จะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า  และทำให้ลูกค้าอยากจ้างบริษัทต่อไปและไม่หันไปทำระบบของตนเองแทน  และนี่ก็อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้  “หุ้นเกรด A” ยังเป็นหุ้นเกรด A ต่อไปได้

ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็คือ  “โรงพยาบาลเกรด A” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก  ซึ่งถ้าดูจาก “เทรนด์” ของเทคโนโลยีและ AI แล้ว  อนาคตการรักษาพยาบาลของหมออาจจะแพ้หุ่นยนต์  ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวันนี้  อาจจะไม่มีค่าในวันข้างหน้าที่หุ่นยนต์เก่งกว่าทั้งในการวิเคราะห์โรคและการปฏิบัติ เช่น  การผ่าตัด  ดังนั้น  ในอนาคตลูกค้าต่างชาติก็อาจจะไม่มาใช้บริการ  อาจจะมีโรงพยาบาลที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักในบ้านเขาหรือที่อื่นที่ทั้งถูกกว่าและดีกว่า  โรงพยาบาลเกรด A ก็อาจจะกลายเป็นโรงพยาบาลธรรมดาไป  มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วก็จะต้องลดลง

แต่จริง ๆ  ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กล่าวนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน  เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเกรด A ที่จะต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้ยังเป็นหุ้นเกรด A ได้  ซึ่งในความคิดผมก็ยังคงเป็นว่า  โรงพยาบาลจะต้องคิดถึง “ความเป็นคน” ของลูกค้าให้มากขึ้น  เพราะนั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์แพทย์อาจจะยังไม่มีความรู้หรือความเข้าใจพอที่จะทำให้โรงพยาบาลมีการรักษาที่เหนือกว่าโรงพยาบาลเกรด A ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  โรงพยาบาลก็จะต้อง  ร่วมมือหรือใช้หุ่นยนต์ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในภารกิจเฉพาะ  มิฉะนั้น  ก็จะแพ้โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน    


🇻🇳 VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com