จากรางน้ำถึงสยามสแควร์

0
1436

โลกในมุมมองของ Value Investor      19 พฤศจิกายน 2565

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนมาแล้วที่ผมเริ่มออกจากบ้านไปบรรยาย  ทำงาน และพบปะเพื่อนฝูงและร่วมงานสังคมที่ค่อนข้างจะ  “จำเป็น” หลังจากที่ต้องอยู่กับบ้านและออกนอกบ้านเฉพาะที่จำเป็นและ/หรือไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ที่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับคนอื่นมานานกว่า 2 ปี   

สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ  “ความมีชีวิตชีวา” ที่กลับคืนมาหลังจากที่หายไปกว่า 2 ปี ที่ไม่ได้สัมผัสกับตัวตนจริงของคนหรือเพื่อนฝูงที่มามีกิจกรรมร่วมกัน  ไม่ใช่เจอกันแต่ในภาพหรือไม่ได้เห็นหน้าตากันเวลาผมพูดหรือเวลาเขาพูดและคนอื่นนั่งฟัง  เหตุผลที่คนอยากเจอ “ตัวเป็น ๆ” มากกว่าภาพดิจิทัลหรือเจอกันใน  “เมตาเวอร์ส” นั้น  คงอยู่ใน “ยีน” ของคนหรือสัตว์ทุกชนิด  และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ “โลกในเมตาเวอร์ส” ที่เฟซบุคพยายามทำนั้นดูเหมือนจะล้มเหลว  “ไม่เป็นท่า” และราคาหุ้นตกลงมาถึง 70% ในเวลาแค่ปีเดียว

นับจากวันนี้ไปผมคิดว่าโลกและประเทศไทยจะ “เปิด” มากขึ้นเรื่อย ๆ และคงไม่กลับไปปิด ๆ  เปิด ๆ  อย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่โควิด-19 ระบาดรุนแรงและมีคนเจ็บหนักและล้มตายกันมากอีกต่อไปแล้ว  โดยเหตุผลที่สำคัญไม่ใช่เพราะการระบาดของโควิดจบลง  แต่เป็นเพราะโควิดคล้าย ๆ  กับจะกลายเป็นไข้หวัดธรรมดาที่ไม่ทำให้คนติดเจ็บหนักหรือตายได้ง่าย ๆ  และดังนั้น  คนก็จะเลิกกลัวและกลับมาใช้ชีวิตปกติที่เคยทำตลอดมานับหมื่นปีจนถึงปัจจุบัน

นั่นก็คือ การติดต่อมีความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดแบบ “ตัวเป็น ๆ”  พูดง่าย ๆ  ก็คือ  โลกกำลังกลับมาเป็น “อย่างเดิม” หรือใกล้เคียงกับแบบเดิมมากเพียงแต่ว่ามีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา  ตัวอย่างเช่น  คนอาจจะสั่งสินค้าหรืออาหารทางแพล็ทฟอร์มดิจิทัลมากกว่าช่วงก่อนโควิดเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา  แต่ไม่ใช่ว่าคนจะเลิกไปซื้อที่ห้างและเดินช็อปปิ้งในห้างหรู  เป็นต้น

ผมเองเป็นคนที่ชอบสังเกตเหตุการณ์ สถานที่และผู้คนในแทบทุกที่ที่ผมไป  ผมเชื่อในเรื่องของการวิเคราะห์หุ้นจากชีวิตจริงมากกว่าดูตัวเลขในห้องแอร์  ของจริงจะบอกถึงแนวโน้มต่าง ๆ  ของเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองที่เป็นข้อมูลสำคัญของการลงทุน  ผมมักจะไม่ได้ตั้งใจเดินทางไปดูแต่จะดูจากการไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน  การท่องเที่ยวและอื่น ๆ  ที่บ่อยครั้งผมก็ไม่ได้เป็นคนที่อยากจะไปแต่จะไปตามคนอื่นโดยเฉพาะในครอบครัวเป็นหลัก  ส่วนใหญ่แล้วเวลาไป  ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรโดยเฉพาะการซื้อของที่ระลึกหรือของใช้  ผมมักจะเดินดูไปเรื่อย ๆ  เพื่อหาข้อมูลภาพใหญ่และการลงทุนแบบที่เรียกว่า  “Investments by walking around” หรือ “wandering around” มากกว่า

สถานที่ 2 แห่งที่ผมเดินผ่านมากที่สุดน่าจะเป็น  ถนนรางน้ำที่ผมอยู่มาเกือบ 40 ปี ตั้งแต่ยังเป็นซอยรางน้ำที่เป็น  ชายขอบของกรุงเทพด้านเหนือและเป็นแหล่งชุมชนชั้นกลางที่มีโรงแรมม่านรูดหลายแห่งอยู่ในซอยเล็ก ๆ  ยาวแค่ 4-500 เมตรและมีหมู่บ้านอาคารสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่ทรุดโทรมตั้งอยู่  ถึงทุกวันนี้  มีการพัฒนาสูงมาก  มีคอนโดหรูเกิดขึ้นหลายแห่ง  ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นมากจนทำให้บ้านเดี่ยวหายไปเกือบหมดกลายเป็นอพาร์ทเม้นต์ราคาปานกลาง-สูงให้เช่ากับบุคลากรระดับสูงเช่น  แพทย์หรือผู้บริหารระดับกลางที่เป็นมืออาชีพในองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่  และมีโรงแรมและธุรกิจค้าขายสินค้าปลอดภาษีขนาดใหญ่ที่เน้นนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนในเอเซียหลายแห่ง  ทั้งหมดนี้ทำให้ซอยรางน้ำมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นหลักที่สามารถใช้วัดดัชนีการท่องเที่ยว-และเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อย

อีกแห่งหนึ่งที่ผมไปค่อนข้างบ่อยแทบทุกสัปดาห์ก็คือ  ย่านสยามสแควร์  เหตุผลก็คือ  มันห่างจากซอยรางน้ำเพียงไม่กี่กิโลเมตร และเป็นแหล่งจับจ่ายอาหารและของใช้ที่บ้านผมไปประจำ  และนี่คือแหล่งของคนหนุ่มสาวที่เป็นอีลิตหรือชนชั้นนำของประเทศ  เช่นเดียวกับเป็นแหล่งชอปปิ้งหรือศูนย์กลางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเมืองไทยมักจะมาแวะ  รวมไปถึงคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัดที่ต้องมาเที่ยวชม  มันกลายเป็น  “แลนด์มาร์ก” ที่สำคัญยิ่งกว่าสถานที่หรือพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์

ถนนรางน้ำช่วงก่อนโควิด-19 นั้น คึกคักมาก  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มักจะเป็นคนจีนชั้นกลางจะอาศัยอยู่ตามโรงแรมและอพาร์ทเม้นท์ราคาไม่แพงที่มีหลายแห่ง   พวกเขามักจะเดินหาซื้ออาหารกลับไปกินจากร้านสะดวกซื้อที่มีถึง 4-5 แห่งตลอดเวลาจนถึงเที่ยงคืนหรือดึกกว่านั้น  บางคนก็แวะร้านนวดที่เปิดขึ้นรับนักท่องเที่ยว  เช่นเดียวกับร้านอาหารหรือรถเข็นที่เปิดข้างทางเท้าที่มีเรียงรายจากรถไฟฟ้าบีทีเอสไปจนถึงที่พัก  นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะเดินขวักไขว่ในตอนกลางวันก็รวมไปถึงคนที่มาซื้อสินค้าปลอดภาษีที่อยู่ในซอย  นอกจากนั้น  คอมมูนิตี้มอลที่อยู่ต้นซอยก็ค่อนข้างคึกคักไปด้วยผู้คนรวมถึงคนไทยที่อยู่แถวนั้นที่ทำงานให้บริการนักท่องเที่ยวและคนไทยที่อาศัยอยู่รวมถึงผมด้วย

ช่วงที่เกิดโควิดใหม่ ๆ และต่อเนื่องมาอีก 2 ปีจนถึงเร็ว ๆ นี้นั้น  ซอยรางน้ำเงียบเหงาลงอย่างหนัก  นอกจากนักท่องเที่ยวที่หายไปแล้ว  คนไทยที่ให้บริการและขายอาหารให้กับนักท่องเที่ยวก็หายไปด้วย รถเข็นข้างทางเท้าลดจำนวนลงมาก   ร้านค้าและร้านอาหารในคอมมูนิตี้มอลที่มีผู้เช่าเต็มทยอยปิดตัวลงไปเรื่อย ๆ  ที่หนักที่สุดก็คือร้านสินค้าปลอดภาษีแทบจะร้าง  ร้านนวดแทบจะไม่เหลือลูกค้า  โรงแรมและโดยเฉพาะอพาร์ทเม้นท์ข้างบ้านผมที่เคยคึกคักนั้นต้องหันมารับลูกค้าคนไทยที่มาเช่าระยะยาว  ตอนกลางคืนแค่ 3 ทุ่มซอยก็แทบจะร้าง  ร้านสะดวกซื้อที่อยู่กลางซอยและรับชาวต่างชาติเป็นหลักต้องปิดตัวลงชั่วคราว  

แต่ทุกอย่างกำลังเริ่มดีขึ้น  เริ่มต้นโดยนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่เป็นฝรั่งซึ่งดูแปลกตาไปจากที่เคยเป็นชาวจีนแทบจะ 90%  หาบเร่แผงลอยเริ่มคึกคักขึ้นแม้ว่าคนซื้อส่วนใหญ่ที่สุดคือคนไทย  ร้านนวดเริ่มตกแต่งร้านใหม่  ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ ๆ เริ่มมาเปิดร้านในมอล  ร้านสะดวกซื้อที่ปิดไปหลายเดือนกลับมาเปิดใหม่  นี่เป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัวและดีขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ว่ายังห่างจากช่วงก่อนโควิด  เราคงต้องรอจีนเปิดประเทศอย่างจริงจัง  ผมเองก็ไม่รู้ว่าซอยรางน้ำจะกลับมาเหมือนเดิมไหม  บางทีอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง  แต่ก็ไม่น่าจะมาก

สยามสแควร์ดูเหมือนว่าจะกลับมาเหมือนเดิมก่อนโควิดและความคึกคักน่าจะแซงไปแล้ว  อานิสงค์ส่วนหนึ่งก็คือมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีถนนคนเดินและการสร้างอาคารใหม่ ๆ  ที่เริ่มมาตั้งแต่ก่อนโควิดระบาด  ถึงนาทีนี้ผมคิดว่าย่านนี้จะเป็นย่านช็อปปิงหมายเลข 1 ของกรุงเทพและประเทศไทยแบบถาวรไปแล้วเพราะมันอยู่ในจุดศูนย์กลางของการเดินทางที่มีรถไฟฟ้าที่ผ่านจุดที่เจริญที่สุดของกรุงเทพ  และมีร้านค้าจำนวนมากที่สุด  ในขณะที่ร้านค้าหรือมอลขนาดใหญ่ที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ในที่อื่นคงไม่สามารถต่อสู้ได้  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  กรุงเทพเองก็อาจจะไม่ค่อยขยายอีกต่อไปแล้วเนื่องจากการเกิดของคนไทยต่ำลงมากและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็ลดลงมากและอาจจะอิ่มตัวในที่สุด  นี่ทำให้ผมรู้สึกว่าห้างเปิดใหม่ในกรุงเทพที่ทำหรูมากคงจะเหนื่อยหนักในขณะที่สยามสแควร์และห้างรอบ ๆ บริเวณนี้คงจะยังดีอยู่ต่อไปอีกนาน

สัญญาณจากสยามสแควร์และห้างดังที่สุดในย่านนี้คือ  ในภาคเศรษฐกิจของคนมีเงินนั้น  มีการฟื้นตัวไปก่อนแล้ว ที่จริงผมรู้สึกว่าห้างดังอย่างพารากอนนั้น  คนเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแทบจะทุกสัปดาห์ที่ผมไปมาหลายเดือนแล้วโดยที่การท่องเที่ยวจากต่างประเทศก็ยังไม่ดีนักแต่คนไทยก็เดินกันมากขึ้น  พวกเขาอาจจะไม่เดือดร้อนในด้านการเงินนักและพร้อมจะเข้าคิวซื้อสินค้าซุปเปอร์แบรนด์ในไทยแทนที่จะไปต่างประเทศ  ในสยามสแควร์เองนั้น การเปิด “ถนนคนเดิน”ดึงดูดให้คนหนุ่มสาวเข้ามาเดินและแสดงดนตรี “เปิดหมวก” เต็มถนน  นักร้องและนักดนตรีเป็นนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนดังและมาจากครอบครัวของอีลิตไม่น้อย  ความนิยมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  วงดังอย่าง “Yes Indeed” นั้นทำให้นักร้องชื่อดังรุ่นเก่าหลายคนต้องเข้ามา “ขอแจม” ด้วย  และนี่ก็คือหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังโควิดที่นักลงทุนจะต้องติดตาม


VVI Membership ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://class.vietnamvi.com