โลกในมุมมองของ Value Investor     4 พฤศจิกายน 66

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เดือนตุลาคม 2566 เพียงเดือนเดียว  หุ้นไทยตกลงไปประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์  และนับจากต้นปี  ดัชนีหุ้นไทยตกลงมาแล้วถึงประมาณ 15% และถ้าจนถึงสิ้นปีหุ้นยังไม่ดีขึ้น ปี 2566 จะเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดนับจากปี 2551 หรือ 15 ปีมาแล้วที่หุ้นไทยตกลงมาหนักถึง 47.5% เนื่องจากวิกฤติซับไพร์ม และเป็นตลาดหุ้นที่ “ตกหนักที่สุดในโลก” ในปีนี้  ซึ่งก็พูดได้ว่าเรากำลังอยู่ใน

 “ตลาดหมี”

ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามนั้น  ตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนกันยายน 2566 หรือเพียงประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา  ปรับตัวขึ้นถึงประมาณ 24% เปอร์เซ็นต์ตามดัชนีตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น  ซึ่งก็ทำให้พอร์ตหุ้นเวียตนามของผมเติบโตขึ้นมาก  และก็สามารถ “ชดเชย” การตกลงมาของหุ้นไทยได้ทั้งหมดและทำให้พอร์ตโดยรวมของผมยังมีกำไรเล็กน้อยแม้ว่าพอร์ตหุ้นไทยที่ใหญ่กว่ามากจะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น  ดัชนีตลาดหุ้นทั้งโลกก็เริ่มตกลงมาอย่างแรง  หุ้นเวียตนามซึ่งมักจะตามตลาดหุ้นระดับโลกก็ตกลงมาอย่างแรงเช่นเดียวกัน คือลบถึง 16.3%  ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงสิ้นตุลาคมและกลายเป็นเดือนที่  “เลือดนองตลาดหุ้น” ทั่วโลก  ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามที่เคยทำได้โดดเด่นมากนั้นลดลงมามากและถ้านับจากต้นปีก็เหลือกำไรแค่ 7-8%   หุ้น “VI” ที่เคยโดดเด่นมาตั้งแต่ต้นปีหลายตัวตอนนี้ขาดทุนอย่างหนัก

ผลก็คือ  พอร์ตหุ้นโดยรวมของผมตกลงมาจนไม่เหลือกำไรแล้วนับจากต้นปีถึงวันนี้  และก็ไม่รู้ว่าถึงสิ้นปี  พอร์ตของผมจะรอดจากการขาดทุนได้ไหม  สำหรับผมนั้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดของการลงทุนก็คือ  “อย่าขาดทุน” และในช่วงเวลา 26 ปีตั้งแต่เริ่มลงทุนแบบเต็มที่นั้น  ก็มีเพียงไม่กี่ปีที่พอร์ตขาดทุน  แม้ว่าในช่วง 10 ปีหลังนี้จะต้อง  “ลุ้น”  อยู่บ่อย ๆ  ว่า  “ปีนี้จะรอดไหม?”  และหลายปีหลังนี้  พอร์ตหุ้นเวียตนามก็มักจะเป็น  “Life Saver” หรือเสื้อชูชีพที่คอยช่วยพอร์ตโดยรวมของผมมาตลอด

ประเด็นสำหรับนักลงทุนแบบ VI ที่เราควรจะต้องเรียนรู้ก็คือ  เมื่อเกิดภาวะตลาดหุ้นตกต่ำเป็นตลาดหมีนั้น  เราควรจะต้องลงทุนหรือเล่นหุ้นอย่างไร?

คำตอบก็คือ เราต้องวิเคราะห์สถานการณ์ว่า  ตลาดที่ตกลงมาเป็นภาวะตลาดหมีนั้น  มาจากสาเหตุใด?  เป็นเรื่องชั่วคราวหรือยาวนาน?  และเราควรจะทำอย่างไรกับพอร์ตที่อาจจะตกลงไปมากแล้ว?

ข้อแรกก็คือ  จะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุว่าอะไรทำให้เกิดตลาดหมีและวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นั้นจะดำเนินต่อไปหรือกำลังจะหยุดแล้วและจะดีขึ้นเมื่อไร  เพราะนั่นจะบอกให้เรารู้ว่าเราควรจะทำอย่างไรที่จะลดหรือบรรเทาความเสียหายจากการตกลงมาของหุ้นที่เราถืออยู่  และในอีกด้านหนึ่งก็คือ  การฉวยโอกาสทำกำไรโดยการซื้อหุ้นที่ตกลงมามาก  ซึ่งก็จะดีขึ้นเมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงนั้นกำลังผ่านไปและเหตุการณ์ดีกำลังจะเกิดขึ้น

ตัวอย่างชัดเจนก็คือ  เรื่องของอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงเร็ว ๆ  นี้ ที่เราค่อนข้างมั่นใจว่าคือสาเหตุของการตกลงมาอย่างแรงของหุ้นทั่วโลก  สิ่งที่เราจะต้องวิเคราะห์ก็คือ  ถ้าการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว  โอกาสก็เป็นไปได้ว่า  การตกของหุ้นอย่างแรงก็ควรต้องหยุดลง  และถ้าเรามั่นใจว่าในไม่ช้าอัตราดอกเบี้ยก็จะลดลง  ก็อาจจะเป็นเวลาที่เราจะต้องทยอยซื้อหุ้น  เพราะเมื่อดอกเบี้ยลดลงจริง  ตลาดหุ้นโดยรวมก็มักจะดีขึ้น  ซึ่งก็จะทำให้หุ้นที่เราซื้อปรับตัวขึ้น  อย่างไรก็ตาม  นี่ก็คือการดูเฉพาะปัจจัยทางด้านตลาดหลักทรัพย์  โดยมีสมมติฐานว่า  พื้นฐานส่วนตัวของหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง

เช่นเดียวกับหุ้นรายตัว  ถ้าตลาดหุ้นที่เราดูอยู่นั้น  มีพื้นฐานที่ดีและไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง  เมื่อเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาเป็น “ตลาดหมี” หมดไปและสถานการณ์กลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว  ดัชนีตลาดหุ้นนั้นก็น่าจะปรับตัวกลับขึ้นมาได้โดดเด่นเช่นเดิมก่อนที่จะเกิดตลาดหมี  ในกรณีของเรื่องดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นไปที่ทำให้ตลาดทั่วโลกตกลงมาเร็ว ๆ นี้  ถ้าอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างรวดเร็ว  ตลาดหุ้นจำนวนมาก  เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐก็จะปรับตัวขึ้นอย่างแน่นอน  เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเวียตนามที่มักปรับตัวตามหุ้นอเมริกามาตลอด

แต่สำหรับตลาดหุ้นไทย  คำถามที่สำคัญก็คือ  สาเหตุของตลาดหุ้นที่ตกต่ำระดับ “แย่ที่สุดในโลก” ในปีนี้  อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นแรงเพียงอย่างเดียว  เพราะหุ้นไทยก่อนหน้านี้ก็แทบจะไม่เคยดี  ว่าที่จริงไม่ดีมาหลายปีแล้ว  และเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่ดีนั้น  น่าจะเป็นเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงมายาวนานแทบจะถาวร  โดยในช่วง 10 ปีมานี้ที่เราโตแค่เฉลี่ยปีละไม่ถึง 2% และแนวโน้มดูเหมือนว่าจะไม่ดีขึ้น  เพราะเรากำลังเป็นสังคมที่คนแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่งนั่นทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนมาถึง 10 ปีเช่นกัน

พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ตลาดหุ้นไทยที่ตกต่ำลงเป็นตลาดหมีครั้งนี้นั้น  มาจาก 2 สาเหตุคือ  จากปัญหาภายในของไทยเองที่ต่อเนื่องมายาวนานและก็ยังไม่เห็นว่าจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างไรในเวลาอันสั้น  และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ  ปัญหาจาก “โลก” ในเรื่องของดอกเบี้ยและความถดถอยของเศรษฐกิจที่ตามมา  ซึ่งเข้ามาซ้ำเติม  และอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ้นไทยถึงแย่มากที่สุดในปีนี้  อย่างไรก็ตาม  ถ้าอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงได้เร็ว  ผมก็คิดว่า  มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยก็จะต้องดีขึ้น  แม้ว่าจะดีขึ้นไม่เท่ากับตลาดหุ้นอื่นที่ไม่ได้มีปัญหาของตนเองอยู่แล้ว

การเกิดขึ้นของตลาดหมีรอบนี้นั้น  ผมคิดว่ามันได้ทำลายภาวะ “การเก็งกำไร” ในตลาดหุ้นไทยลงไปมาก  แต่ถ้าวัดจากค่า PE ของหุ้นรายตัวและของตลาดก็ยังไม่ถูกเลย  และหุ้นหลายตัวที่มีคุณภาพดีพอใช้ก็ยังมีค่า PE ที่สูงเกินไป  เพราะดูแล้วการเติบโตของธุรกิจยังคงต่ำอยู่อานิสงค์จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักของไทย  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  

หุ้นเก็งกำไรหนักที่มีค่า PE สูงลิ่วและเป็นแนว “หุ้นที่อยู่ในคอร์เนอร์” นั้น  แม้ว่าราคาหุ้นอาจจะตกลงมามาก  ก็จะยังอันตรายมากที่จะลงทุน  เพราะแม้ว่าหลายตัวคอร์เนอร์จะ “แตก”  ไปแล้ว  แต่หลายตัวก็ยังอยู่ในคอร์เนอร์อยู่  การที่หุ้นอาจจะตกลงมาแรงมากในระยะต่อไปก็เป็นไปได้สูง  เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเศรษฐกิจโลกและไทยไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างที่คาด

หุ้น IPO ที่ต่ำกว่าจองถึงกว่า 30-40% ตั้งแต่เข้าซื้อขายวันแรกหลายตัวในช่วง “ตลาดหมี” 2-3 เดือนที่ผ่านมานั้น  เป็นสัญญาณที่เตือนว่า  ไม่ควรเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ในส่วนของหุ้นพื้นฐานที่มีความมั่นคงทางธุรกิจสูงและทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสูงและมีราคาหุ้นที่ค่อนข้างถูก  เช่นมีค่า PE ปกติไม่เกิน 10 เท่าและมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอประมาณ 3-4% ต่อปีขึ้นไป  ผมคิดว่าหากมีราคาตกลงมาหรือแม้ว่าราคาก็ไม่ได้ตกลงมาเลย  น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ลงทุนได้  เพราะผมคิดว่าเมื่อภาวะเลวร้ายในระดับโลกลดลงและเห็นได้ว่ากำลังดีขึ้น  ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะดีขึ้นได้  นำโดยหุ้นเหล่านี้  แม้ว่าภาวะภายในประเทศไทยเองก็ยังไม่เอื้ออำนวยเท่าไรนัก

คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามหรือกำลังคิดว่าจะลงทุน  ตลาดหมีรอบนี้น่าจะเป็นโอกาสที่จะเข้าซื้อหุ้นที่ตกลงมาอย่างหนัก  หรือหุ้นที่ไม่ได้ตกมากแต่หาซื้อได้ยากเนื่องจากเป็นหุ้นที่สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างประเทศเต็ม  เพราะปัญหาการตกลงมาของหุ้นเวียตนามเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยโลกที่ปรับตัวขึ้นสูงมากซึ่งกระทบกับเศรษฐกิจเวียตนามด้วย  หากปัญหานี้ลดลง  ตลาดเวียตนามก็น่าจะปรับตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว


🇻🇳🇻🇳 VVI Membership

ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่https://class.vietnamvi.com/

หรือ ติดตามเราได้ที่

– Line :@vietnamvi คลิ๊ก https://lin.ee/Jy9n680

– Website: https://www.vietnamvi.com

– Facebook:  https://www.facebook.com/vvinvestor

– Youtube:http://youtube.com/c/vietnamvi

– E-mail:info@vietnamvi.com