โลกในมุมมองของ Value Investor 28 มีนาคม 69
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน “หมดสภาพ” อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ตำนาน” ก็ยังคงอยู่ เหตุผลเพราะ “ความรุ่งโรจน์” ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุนอย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น “ต้นแบบใหม่” ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ทำให้บางคนกลายเป็น “บิดา” ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคนที่สนใจการลงทุนแบบนั้น
วันนี้เรามารวบรวม “ตำนานนักลงทุน” ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ “บทเรียน” ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ “ชาญฉลาด” เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งเกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี
คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ
เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น “ตำนานของนักเก็งกำไร” สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ “โมเมนตัม” ของหุ้น สิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ “จับกระแส” ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงมากก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี
คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ “เจ๊ง” จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่งทั้ง 2 เล่มกลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้
หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว
คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น “ศิษย์เอก” ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในช่วงเวลาหลายปี
กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้าย ๆ กับเป็น “เจ้าของ” และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลงมาจนอยู่ในระดับปกติพอ ๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้ นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง
คนที่ 4 คือฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้าย ๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน “ภาคสนาม” เรียกว่า “Scuttlebutt” ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ “หุ้นโมโตโรร่า” ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก
กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ “บิดา” แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต
คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ “เซียน” ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน” ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี
หรือ “Index Fund” กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป
ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอ ๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง “เซียน” ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่นแทบทั้งหมด
คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น “ตำนาน” นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งเป็น “ตัวเลขเชิงปริมาณ” ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร
กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น “การปฏิวัติการลงทุน” อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้
คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมากตอนที่ “ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ” ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า “ปล้นแบ้งค์ชาติไทย” ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลาย ๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ “Macro Investing” หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ “เข้าโจมตี” ทำกำไรมากมาย
กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี “Reflexibility” ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ “Family Office” และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป
คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุนที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน” ที่ “เหนือกว่ามืออาชีพ” ชื่อ “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street”
กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า “GARP” หรือ “Growth at a Reasonable Price” โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น
ปีเตอร์ ลินช์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา “Burnout” หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่
คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัวต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม “Principles” พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไปเป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่
ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง “Bridgewater” ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยงโดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้
คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรก ๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ “ VI” และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุนที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก




















