Good Times Never Seemed So Good

0
2374

โลกในมุมมองของ Value Investor 30 มี.ค. 67

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันที่ศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 ปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลดลงมาเหลือเพียง 26,472 ล้านบาท  ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผมไม่เห็นมานานมาก  น่าจะเป็นหลาย ๆ  ปี  และนั่นเป็นตัวเลขที่ “น่าตกใจ” แม้ว่าเราเพิ่งจะเพิ่มเวลาการซื้อขายหุ้นอีกวันละครึ่งชั่วโมงเมื่อไม่กี่วันมานี้  เพราะปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดหุ้นไทยเมื่อไม่กี่ปีก่อนบางวันเคยขึ้นไปสูงถึงวันละแสนล้านบาท  และถ้านับจากต้นปีนี้  ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันเฉลี่ยก็ยังอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทเศษ

ตรงกันข้าม  ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันของตลาดหุ้นเวียดนามตั้งแต่ต้นปีนั้นสูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาทไปแล้ว  และเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 20% จากตัวเลขก่อนหน้านั้น  ในขณะนี้  ตลาดหุ้นเวียดนามมีปริมาณการซื้อขายเป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากประเทศไทยแล้ว  และถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง  ผมคิดว่าตลาดหุ้นเวียดนามจะกลายเป็นอันดับหนึ่งในเร็ววัน  ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาตลอด  และขณะนี้น่าจะมากกว่านักลงทุนรายย่อยไทยไปแล้วที่ประมาณ 7.5 ล้านราย

ปีที่แล้ว  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย “ย่ำแย่ที่สุด” และติดลบไปประมาณ 15.2%  ในขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนาม “ดีที่สุด” บวกไปประมาณ 12.2%  และตั้งแต่ต้นปีนี้เพียงประมาณ 3 เดือน  ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามก็ ดีที่สุด “อันดับ 2 ของโลก” บวกไปแล้วประมาณ 13.6% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังติดลบประมาณ 2.7%

ผมคงพูดถึงตลาดหุ้นไทยเพียงแค่นี้  และก็ต้องบอกว่าไม่ได้มี “Bad Feeling” หรือความรู้สึกที่ไม่ดีอะไรกับตลาดหุ้นไทย  ผมตระหนักตลอดมาว่า   นี่คือประเทศและตลาดหุ้นที่เปิดโอกาสให้ผมเติบโตและก้าวหน้าอย่าง “เหนือจินตนาการ” ให้แก่ผม  เป็นที่ ๆ  มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนที่ยากไร้และด้อยโอกาสทางสังคมถีบตัวเองขึ้นมาในระดับที่ยอมรับได้ในระดับสากล  แม้ว่าเราจะไม่ใช่ประเทศหรือตลาดหุ้นที่สมบูรณ์แบบ  สำหรับผมแล้ว  ผมรักประเทศไทยและตลาดหุ้นไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่สำหรับการลงทุนแล้ว  ในช่วงเวลานี้ผมคิดว่า  เวียดนามน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่ดีและมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม  บางทีอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ “สุดยอด”  อาจจะคล้าย ๆ กับช่วงเวลาที่ผมเรียกว่า  “ยุคทอง” ของตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2529 ถึงกลางปี 2533  ที่ดัชนีตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปจาก  135 จุดเป็น  1,100 จุด หรือเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่า หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปีครึ่ง

และนั่นก็คือช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นไทยเริ่ม “เปิดประเทศ” ให้กับนักลงทุนต่างประเทศโดยการจัดตั้งกระดานซื้อขายหุ้นต่างประเทศหรือ Alien Board  และเริ่มจะใช้คอมพิวเตอร์ในการรายงานราคาและซื้อขายหลักทรัพย์  นอกจากนั้น  ญี่ปุ่นก็เริ่มอนุญาตให้ผู้ลงทุนสถาบันสามารถซื้อขายหุ้นไทยได้อย่างไม่จำกัด

ทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้ฉากหลังที่เศรษฐกิจไทยเติบโตร้อนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณปีละ 10% ติดต่อกัน 3-4 ปี  ในยุคที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ “มาจากการเลือกตั้ง” เป็นคนแรก  ประเทศไทยในวันนั้นก็คือ  “เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย” นักลงทุนโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นแห่กันมาลงทุนเพื่อหนีภาวะค่าเงินเย็นแข็งตัวมากอานิสงค์จากสนธิสัญญา “Plaza Accord” ในปี 2528 ซึ่งบีบให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาสู่ประเทศไทย

ช่วงเวลานี้ของเวียดนามนั้น  ดูเหมือนว่าจะมีอะไรคล้าย ๆ กับประเทศไทยในยุคนั้นมาก  ประการแรกก็คือ  เวียดนามกำลังกลายเป็น “เสือตัวใหม่แห่งเอเซีย” เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 และคาดว่าจะเติบโตดีขึ้นเรื่อย ๆ  และในระยะอย่างน้อย 4-5 ปีข้างหน้านั้นดูเหมือนว่าจะโตในระดับไม่น้อยกว่าปีละ 6-7% นำโดยการลงทุนจากต่างประเทศแทบจะทั่วโลก

เวียดนามมีศักยภาพในการรับการลงทุนทุกประเภทรวมถึงอุตสาหกรรมไฮเท็คที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะเวียดนามมีประชากรที่มีคุณภาพสูงที่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่จำนวนมาก  คนเหล่านี้ยังมีอายุน้อยและมีพลังแรงกล้าที่จะพัฒนาตนเองเพื่อประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งหลังจากที่ประเทศเปิดต้อนรับชาวต่างประเทศเข้าไปลงทุนทางธุรกิจเมื่อ 30 ปีก่อน  คนเวียดนามในตอนนี้ผมคิดว่ามี “ไฟ” แรงมากและอาจะคิดคล้าย ๆ  กับที่ Steve Jobs เคยกล่าวว่า  “Stay hungry, stay foolish” นั่นก็คือ “ไม่หยุดเรียนรู้  ไม่หยุดสำรวจค้นคว้า  เปิดใจกว้าง และกล้าเสี่ยง”

ในด้านของตลาดหุ้นเวียดนามนั้น  ช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วงเวลาของการ “Upgrade” หรือพัฒนาตลาดหุ้นให้เข้าสู่มาตรฐานสากล  เฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้เต็มที่  เรื่องแรกก็คือ  มีการเปลี่ยนระบบเทรดหุ้นเป็นระบบ KRX ซึ่งเป็นของเกาหลีที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากแทนที่ของเดิมที่มาจากไทย  ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับธุรกรรมที่มากขึ้นมากและสามารถทำผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นรวมถึงการที่จะสามารถทำเซ็ทเทิลเม้นต์หรือกระบวนการหลังเทรดได้รวดเร็วขึ้น

เรื่องต่อมาก็คือการที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายหุ้นโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการต้องวางเงินสดก่อนเทรดหุ้น  และสัดส่วนการถือหุ้น  ซึ่งจะทำให้ต่างชาติสามารถซื้อขายหุ้นได้สะดวกและในราคาเดียวกันหรือใกล้เคียงกับนักลงทุนในประเทศ  ซึ่งปัจจุบันมีหุ้นดี ๆ หลาย ๆ  ตัวที่สัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติเต็มและการซื้อจะต้องจ่ายค่าพรีเมียมประมาณ 7% เพิ่มจากราคาตลาด

ต่อมาก็คือเรื่องของการให้ข้อมูลต่าง ๆ  ของบริษัทจดทะเบียนที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นภาษาเวียดนามก็จะต้องมีภาษาอังกฤษด้วย  ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถวิเคราะห์หุ้นได้ดีขึ้น

ทั้งหมดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เวียดนามสามารถอัพเกรดจาก  “ตลาดชายขอบ”  เป็น “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” เหมือนตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นอาเซียนทั้งหลาย  “ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า” ซึ่งก็จะทำให้นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ทั่วโลกสามารถเข้ามาลงทุนได้แทนที่จะเป็นเฉพาะเฮดจ์ฟันด์  และนั่นก็จะทำให้มีเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้นแทนที่จะเป็นนักลงทุนส่วนบุคคลเป็นหลักอย่างในปัจจุบัน  และนั่นก็จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแรงได้

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นเดียวที่จะขับดันราคาหุ้น  เพราะดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามนั้น  ปรับตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ  อยู่แล้วแม้แต่ในช่วงเร็ว ๆ  นี้ที่ต่างชาติเป็นฝ่ายขายหุ้นมาซักระยะหนึ่งแต่อาจจะเนื่องจากคนเวียดนามเองในช่วงนี้ต่างก็เข้ามาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ  ราคาหุ้นจึงไม่ลงและกลับเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น

เหตุผลอาจจะเป็นว่ารายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนโตเร็วมาก  แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมเก่าอย่างแบ้งค์และผู้ผลิตสินค้าผู้บริโภคก็มีกำไรโตในระดับสองหลักซึ่งทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในขณะเดียวกันค่า PE ก็ยังค่อนข้างต่ำ  ว่าที่จริงน่าจะต่ำที่สุดในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศอาเซียน  ดังนั้น  นี่ก็คือตลาดหุ้นที่โตเร็วแต่ราคาหุ้นยังถูก  รวมถึงหุ้นที่อาจจะเป็นซุปเปอร์สต็อก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ  ก็คือ  อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด  เช่น  เงินฝากแบ้งค์และเงินกู้ทั่ว ๆ  ไปลดลงมาอย่างมีนัยสำคัญจากที่เคยอยู่ที่ 7-8% ขึ้นไป ลงมาอยู่ที่ 4-5% สำหรับเงินฝากเป็นต้น  นอกจากนั้น  ไม่ช้าก็เร็ว  อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของแบ้งค์ชาติก็คงจะต้องลดลงตามอัตราดอกเบี้ยของอเมริกา  นั่นก็จะส่งเสริมให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปได้อีก

ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว  โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศคงจะเข้ามาลงทุนขนานใหญ่ในช่วงอีกไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า  ผมจึงคิดว่าดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นไปต่อเนื่องและสูงมากในอนาคตอย่างน้อย 3-4 ปีต่อจากนี้  และอาจจะเป็น  “ยุคทอง”  ที่อาจจะเป็น  “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ของการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามได้

ว่าที่จริง  เวลานี้ก็อาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองที่ดัชนีเวียดนามจะโตแบบก้าวกระโดดแล้วก็ได้  เห็นได้จากกองทุนหุ้นเวียดนามหลัก ๆ  เช่น VN 30 ที่โตขึ้นถึง 15% และ ETF ไดมอนด์ที่เน้นหุ้นที่มี Foreign Premium  บวกขึ้นถึง 20% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเป็นเวลาเพียง 3 เดือน  คงต้องมาดูกันว่าผ่านไปอีก 3-4 ปีข้างหน้าดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามจะโตไปถึงเท่าไร  แน่นอนว่าไม่มีอะไรการันตีว่าประวัติศาสตร์จากตลาดหุ้นไทยจะซ้ำรอยที่ตลาดหุ้นเวียดนาม  แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหายถ้าจะลอง

ในระหว่างนี้ผมก็เริ่มฟังเพลง  “Sweet Caroline”  และนึกถึงเนื้อร้องท่อนฮุค  “Good times never seemed so good” กับพอร์ตเวียดนามที่โตวันโตคืน  มันช่างเป็นเวลาที่แสนสุขสำหรับการลงทุน


พรุ่งนี้ 31 มี.ค. สมัครทริป VVI ไปเวียดนาม ลดสูงสุด! 🇻🇳

โฮจิมินห์ซิตี้ 2-4 มิ.ย. 2024 , ดานัง 7-9 มิ.ย. 2024

ดูรายละเอียด: https://www.vietnamvi.com/2024/03/28/vvi2024/