AI Peak-VI Bottom?

0
106

โลกในมุมมองของ Value Investor          20 มิถุนายน 69

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถึงวันนี้สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านก็ต้องถือว่าจบลงแล้วหลังจากที่มีการลงนาม “สงบศึก” ขั้นต้นลงไปเมื่อสองสามวันก่อน  อย่างไรก็ตาม  ดัชนีตลาดหุ้นอเมริกาและโลกก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อสงครามที่นักลงทุนกลัวกันว่าจะทำให้สิ่งต่าง ๆ  โดยเฉพาะเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างหนักจบลง  

หรือจริง ๆ  แล้วสงครามแทบจะไม่ได้มีผลกระทบกับตลาดหุ้นตั้งแต่แรก?  ดังนั้น  พอสงครามสงบ  ตลาดหุ้นก็ไม่ได้สะท้อนปัจจัยนี้เลยใช่ไหม?

ลองมาดูกันว่าเหตุการณ์หรือปัจจัยอะไรที่มีผลกระทบกับตลาดหุ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งรวมถึงปัจจัยของสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนและจบลงไปแล้ว  ที่เราได้เห็นปรากฎการณ์หุ้นบูมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น

เหตุการณ์ที่ผมเชื่อว่ามีผลอย่างแน่นอนที่ทำให้หุ้นบูมหนักในรอบนี้ก็คือ  การปรากฏตัวของ “ChatGPT” โมเดล “AI” ที่ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อกับคนที่ทำให้คนทั้งโลก  “ช็อก” ในความสามารถของมัน  ที่เก่งและมีความรู้ความเข้าใจเหนือมนุษย์แทบทุกคนในแทบทุกเรื่อง  และหลังจากนั้นก็มีโมเดลตัวอื่น ๆ  อีกหลายตัวที่เกิดตามมาและมีความสามารถมากยิ่งขึ้นไปอีก  จนคนเชื่อว่าอนาคตอีกไม่นานมันจะสามารถทำงานแทบทุกอย่างแทนที่มนุษย์ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก  ซึ่งนั่นก็จะเป็นการ “ปฎิวัติ” ครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจอย่างที่โลกไม่เคยประสบมาก่อน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ที่มีการเปิดตัว ChatGPT จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2026 เป็นเวลา ประมาณ 3 ปีครึ่งนั้น  ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในธุรกิจดั้งเดิมให้ผลตอบแทนประมาณ 50% หรือเฉลี่ยแบบทบต้นคือให้ผลตอบแทนปีละ 12%  ซึ่งจากมาตรฐานของอดีตที่ยาวนานก็ต้องถือว่าค่อนข้างสูง  แต่ก็ไม่ถึงกับว่าเป็นประวัติศาสตร์

ดัชนี S&P500 ในช่วงเวลาเดียวกันให้ผลตอบแทนรวม 84% หรือผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 19% และนี่เป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ของอเมริกาทั้งประเทศ  ซึ่งก็รวมถึงธุรกิจในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและธุรกิจไฮเท็คซึ่งในช่วงนี้ส่วนใหญ่ก็คือ  ธุรกิจเกี่ยวข้องกับ  AI เป็นหลัก

ตัวเลข 19% ติดต่อกัน 3 ปีครึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่ยอดเยี่ยมมาก  และนี่ทำให้นักลงทุนรายย่อยทั้งประเทศอเมริกาและทั่วโลกต่างก็วิ่งเข้ามาลงทุนในดัชนี S&P จำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน  ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างก็แนะนำว่านักลงทุนรายย่อยนั้น  ไม่ควรจะลงทุนเองหรือหานักเลือกหุ้นมืออาชีพมาลงทุนแทนเลย  ในเมื่อการลงทุนในกองทุนหุ้น S&P นั้น  ให้ผลตอบแทนสุดยอด  ความเสี่ยงต่ำ  และเสียค่าธรรมเนียมเพียงน้อยนิด

ดัชนี Nasdaq ที่เป็นตัวแทนของหุ้นไฮเท็คโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ  AI นั้น  ในช่วงเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง  “รอบนี้” ให้ผลตอบแทนรวมกันถึง  130% หรือเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 28%  และนี่น่าจะนับได้ว่าเป็น  “ปีทอง” ของหุ้นเท็ค  ที่คนที่เน้นการลงทุนในกลุ่มที่เป็นหุ้น “แห่งอนาคตของโลก”  ต่างก็มีความสุขจากการที่ได้ผลตอบแทนที่หาได้ยากมาก  เพราะความผันผวนของผลตอบแทนในรอบนี้ก็มีน้อยและสั้นมาก

แต่ผลตอบแทนสุดยอดและ “หลุดโลก” จริง ๆ  ก็คือ  ผลตอบแทนของหุ้นกลุ่ม  “Magnificent 7” หรือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” ที่ประกอบด้วยหุ้น เอ็นวิเดีย  กูเกิล  แอปเปิล ไมโครซอฟท์  อะมาซอน  เมตา  และเทสลา ซึ่งเฉลี่ยให้ผลตอบแทนในช่วงที่ AI เริ่มบูมจนถึงวันนี้เป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ให้ผลตอบแทนรวมถึง 500% หรือเท่ากับผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 66% จนทำให้มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มนี้คิดเป็นอย่างน้อยน่าจะ 30-40% ของหุ้นทั้งประเทศไปแล้ว

และนั่นก็คือผลกระทบจากความก้าวหน้าของ “AI” ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด  กล่าวคือ  หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไฮเท็คและเฉพาะอย่างยิ่ง AI นั้น  เติบโตขึ้นอย่างแรงและรวดเร็วที่สุด  “ในประวัติศาสตร์” ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา  ในขณะที่หุ้นที่เป็นตัวแทนของ  “โลกเก่า” เช่น  อาหาร  พลังงาน  สินค้าผู้บริโภค  เป็นต้น  ก็โตขึ้นตามปกติ  อาจจะประมาณปีละ  10% แบบทบต้น  โดยที่ดัชนีดาวโจนส์ที่โตขึ้น 12% นั้น  อาจจะมีหุ้น AI บางส่วนที่ช่วยดึงดัชนีขึ้นมา 2-3% ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งนี้

ต่อไปลองมาดูว่าสงครามสหรัฐกับอิหร่านที่ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ถึง วันที่ 16 มิถุนายน 2026 คิดเป็นเวลาประมาณ 3 เดือนครึ่งว่าผลตอบแทนของดัชนีแต่ละตัวเป็นอย่างไร

ดัชนีดาวโจนส์เติบโตขึ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมาก  คือเกือบ 19% ในเวลาเพียง 3-4 เดือน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนั้น  ไม่น่าจะมีผลอะไรต่อตลาดหุ้นเลย  หรือถ้าจะมีก็คงมีแต่ผลดีโดยเฉพาะกับบริษัทใหญ่ ๆ  ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจพลังงานที่ได้ประโยชน์จากการขายน้ำมันและแก๊สของอเมริกาที่ขายได้มากขึ้นและได้ราคาที่ดีมาก

ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนธุรกิจอเมริกาทั้งประเทศนั้น  เมื่อเกิดสงครามจนถึงสงครามสงบให้ผลตอบแทนประมาณ 22% ดีกว่าดาวโจนส์เพียงเล็กน้อย  แต่ก็ยังถือว่าดีมากในประวัติศาสตร์  สงครามไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กลัวเลย  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สงครามไม่ได้เกิดที่อเมริกา  ซึ่งจากประวัติศาสตร์บอกว่า  หุ้นอเมริกามักจะไม่โดนกระทบ  แม้ว่ามันจะเป็นสงครามโลก  ไม่ต้องพูดถึงสงครามกับอิหร่าน

ดัชนี Nasdaq ในช่วงสงครามนั้น  ภายในเวลาแค่ 3-4 เดือนกลับบวกไปถึง 33% สูงกว่าช่วงก่อนหน้ามาก  แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องของสงคราม  แต่มันน่าจะเป็นช่วงที่ AI เร่ง “สตีม” ขึ้นหลังจากที่วิ่งขึ้นมาประมาณ 3 ปีนับจากการเปิดตัว ChatGPT  กล่าวคือ  หุ้นที่เป็น “Supply Chain” หรือหุ้นขนาดเล็กลงมาที่ป้อนสินค้าให้กับการสร้าง AI เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรง   ดันให้ดัชนี Nasdaq พุ่งแรงขึ้นไปอีก  อาจจะเรียกว่าเป็น “คลื่นรอบที่ 2” หรือ “รอบสุดท้าย?” ของ AI

เพราะภายใต้การเพิ่มสูงขึ้นของดัชนี Nasdaq นั้น  ในส่วนของราคาหุ้นกลุ่มนางฟ้าทั้ง 7 กลับ “ชะลอตัวลง” ราคาเฉลี่ยทั้งกลุ่มโตขึ้นเพียง 29% ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเทียบกับที่เคยโตปีละ 66% แบบทบต้นในช่วง 3 ปีก่อนหน้านั้น  และต่ำกว่าดัชนี Nasdaq ในช่วงเดียวกัน  ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า “กระแสการลงทุนในหุ้น AI” กำลังชะลอตัวลง  เพราะหุ้นขนาดใหญ่อาจจะเริ่มแพงเกินไป  นักลงทุนเริ่มหันไปหาหุ้น AI ขนาดเล็กลงมาที่ยังถูกกว่า

ในส่วนของ “หุ้นเศรษฐกิจเก่า” ที่มีดัชนีดาวโจนส์เป็น “ตัวแทน” นั้น  ดูเหมือนว่าช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาจะมีผลงานที่ดีขึ้นมาก  คือให้ผลตอบแทนถึงกว่า 18% เทียบกับ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปีก่อนหน้านั้นที่ 12% ต่อปี  ผลต่างถึง 50% โดยที่ยังไม่คิดถึงระยะเวลาด้วยซ้ำ  ความหมายก็คือ  หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่าขนาดใหญ่กำลังปรับตัวดีขึ้น  และผมเชื่อว่าหุ้นกลุ่ม Value น่าจะเป็นตัวนำในกลุ่มธุรกิจเก่าในยามนี้  เพราะหุ้นเศรษฐกิจเก่าที่โตเร็วคงหาได้ยาก  ดังนั้น  ความรู้สึกของผมก็คือ หุ้นกลุ่ม Value หรือ VI  อาจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว  และอาจจะกำลังขึ้น

ในส่วนของหุ้นกลุ่ม AI นั้น  การเติบโตกำลังชะลอตัวลง  เริ่มจากหุ้นขนาดยักษ์ที่เป็น 7 นางฟ้าที่กำลังเติบโตช้าลง  และชดเชยด้วยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ทำให้การเติบโตของดัชนี Nasdaq ดำเนินต่อไป  และในที่สุด  เมื่อหุ้นแทบทุกตัวก็จะเติบโตจนราคาแพงเกินกว่าความเป็นจริงตามพื้นฐานของธุรกิจ  เมื่อนั้น ก็จะเป็นจุด “Peak” หรือจุดสูงสุดของราคาและดัชนีหุ้นในกลุ่ม  ซึ่งผมก็ยังไม่อยากฟันธงว่าหุ้นกลุ่ม AI ไฮเท็คนั้นเป็น “ฟองสบู่” ที่จะต้อง “แตก”  

ความเชื่อของผมก็คือ  โอกาสที่หุ้น AI จะโตต่อไปอีกมากมายอย่างที่คนในอุตสาหกรรมหลาย ๆ คนพูดถึงนั้น  คงจะน้อยกว่าโอกาสที่  “ฟองสบู่ AI-Hi Tech” จะ “แตก” มาก

จากความเชื่อแบบนั้น  นั่นคือ  หุ้น AI กำลัง  Peak คือถึงจุดสูงสุด  และหุ้น VI กำลังถึง “Bottom” กลยุทธลงทุนคืออะไร?

กลยุทธแรกก็คือ  อย่าซื้อหุ้น AI โดยเฉพาะที่ราคาขึ้นไปอยู่ในระดับสูงและร้อนแรงมาก  ถ้ามีอยู่ก็อาจจะต้องขาย  และผมคิดว่ารวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เป็น  “Supply Chain” หรือหุ้นที่ผลิตสินค้าป้อนให้กับธุรกิจ AI  ที่ตอนนี้หุ้นขึ้นร้อนแรงยิ่งกว่า “AI ตัวแม่” ก็อย่าไปซื้อ  เพียงแต่ถ้าถืออยู่และราคายังไม่ได้ขึ้นไปสูงมาก  ก็อาจไม่จำเป็นต้องขาย

กลยุทธต่อมาก็คือ  การลงทุนในหุ้น “VI” ที่มีผลงานย่ำแย่มานานหลายปี  ถึงวันนี้ผมคิดว่าหุ้น VI ที่ธุรกิจมีความแข็งแกร่งและยังมีความได้เปรียบในกา

รแข่งขันที่ยั่งยืน  และกำไรเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ว่าจะไม่ได้โตมาก  ซึ่งทำให้หุ้นมีค่า PE ต่ำกว่าอดีตมากและไม่เกิน 15 เท่า  โดยที่มีปันผลในระดับอย่างน้อย 3% ขึ้นไป  เป็นหุ้นที่  “สามารถลงทุนได้” โดยที่มี  “Margin of Safety” หรือส่วนเผื่อความปลอดภัยเพียงพอถ้าสามารถถือได้ยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น VI ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนั้น  ผมคิดว่าอยู่ที่ภาวะตลาดหุ้นโดยรวมหลังจากนี้  กล่าวคือ  ถ้าตลาดหุ้นเกิด “วิกฤติ” ตกลงมารุนแรงมาก  อานิสงค์อาจจะเพราะ “ฟองสบู่ AI แตก” หุ้นทุกตัวซึ่งรวมถึงหุ้น VI ก็อาจจะตกตามไปด้วย  อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่าความรุนแรงของการตกของหุ้น VI จะต่ำกว่าหุ้น AI มาก  และถ้าถือหุ้นต่อไปยาวพอ เช่น 3 ปี  ราคาหุ้นจะกลับมาและเราก็อาจจะไม่ขาดทุนแม้ว่าจะเกิดวิกฤติ

ทั้งหมดนั้นผมคงต้องบอกว่าเป็นเรื่องของการ “คาดเดา” จากความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวผมเอง  ผมไม่รับผิดชอบกับใครก็ตามที่อาจจะขาดทุนในการทำตามที่ผมพูด  เพราะ  “กฎเหล็ก” ของการลงทุนนั้น  เจ้าตัวคือผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว